One OK Rock in Epop Magazine

ใส่ความเห็น

hananishiki

ImageImage

 

One OK Rock Will Not Give Up Easily!

Red Part:

Japan Rock band, One OK Rock finally came to Malaysia after they end their concert in Thailand! One OK Rock with their casual attire went to the media conference. During the interview, you can see that the guitarist, Toru is chewing a gum while answering the questions. It shows that this rock band doesn’t care about image. Eventhough it’s been long since OOR debut, not many knows about the background of the name of the band. Toru explains, they started the band since high school! They usually practice on the weekends from 1am until the next morning. In japanese, ‘R’ and ‘L’ is almost the same, that is why they changed the name from ‘One o’clock’ to ONE OK ROCK during their debut. This is the first time they are having a concert in Malaysia, every member is excited…

View original post 797 more words

Advertisements

ONE OK ROCK Radio : FM Ehime Telephone Service (6)

ใส่ความเห็น

Thank you very much for translate this ❤ ❤

世間知らずの女の子

Broadcast time : August 13th 2007, 1:00 – 1:30
Personality : Taka, Toru and Tomoya

I was several minutes late to make a call and totally missed the first part (ノД`) I knew it in the end. That they had a guest coming today. Just why? Of course they have been talking about it but… aah stupid (`Д´)!! Feel so pissed offtoday…
Σ(-Д(○≡(`Д´#)Uwaah~

When I could connect, someone’s song was just over.

Toru : Song we just played was xx by xx!! ← I didn’t get it at all (`∀´)

Taka : Theme of the month “What makes you remember summer”

They burst out laughing reading the name of the mail sender! But I didn’t hear the name clearly (;дΩ)

Have you ever done courage test?

Taka : Did your school have stay-in-school program?
Toru : Yeah I’ve ever heard about something like gathering where students camp at school

Then…

View original post 425 more words

เราต่างมีกระเป๋าเดินทางของตัวเอง…แต่ไม่ได้ใช้

ใส่ความเห็น

25560502-161500.jpg

ห่างหายจากการอ่านหนังสือ และรีวิวแบบจริงจังไปเสียนาน เนื่องจากอ่านกันแต่การ์ตูน วันนี้ได้ฤกษ์งามอันดี จึงรีบเขียนถึงหนังสือชื่อคุ้น เนื่องด้วยพ้องกับชื่อหนังสือ ‘เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง’ ซึ่งเขียนโดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์

เราต่างมีกระเป๋าเดินทางของตัวเอง คือหนังสือรวมบทความเดินทาง และบ้างไม่เดินทาง จากคอลัมน์คนคือการเดินทาง เซกชั่นเสาร์สวัสดี ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เขียนโดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล นักเขียนไม่อิสระ (เขาได้นิยามตนเองไว้เช่นนั้น)

เราได้พบพักตร์กับเล่มนี้ที่บูธสำนักพิมพ์สายธาร งานสัปดาห์หนังสือครั้งที่เพิ่งผ่านพ้นมา สบตากัน ดูใจกันอยู่สักครู่ ก่อนซื้อตัวกลับมาพร้อมเพื่อนร่วมสำนักพิมพ์อีก 2 เล่ม (เมืองผ่านที่จารจำ และ แอฟริกาใต้โต๊ะ)

พูดถึงคุณจักรพันธุ์ เคยได้ยินชื่อมาบ้าง ติดตามงานบรรณาธิการนิตยสารแฮมเบอร์เกอร์มาบ้าง อ่านคอลัมน์ในกรุงเทพธุรกิจอยู่บ้าง แต่เพิ่งได้มีโอกาสละเลียดผลงานแบบเนิบช้า และใช้ความคิดติดตามก็เล่มนี้ ซึ่งทำให้เราพบว่า เราสามารถอินไปกับบทความในเล่มได้ไม่ยาก ด้วยมีแนวความคิดเกี่ยวกับการเดินทาง ความรัก ความรู้สึก สังคม คล้ายคลึงกับผู้เขียน

เช่น…
บ่อยครั้งที่เราอยากเดินทาง แต่เราไม่ได้เดินทางจริงเสียที

บ่อยครั้งที่เราได้เดินทาง แต่เพื่อหน้าที่การงานไม่ใช่เพื่อตนเองหรือครอบครัว

บ่อยครั้งที่เราให้สภาพอากาศมามีผลกับความรู้สึก

บ่อยครั้งที่เรามองภาพสังคมที่อยู่ ณ ขณะนี้เป็นโรงงาน แต่เราก็ลาออกจากโรงงานแห่งนั้นไม่ได้

และอีก ‘บ่อยครั้ง’ ที่หนังสือเล่มนี้ทำให้เราอยากตะโกนออกมาดังๆ โดยไม่อายสายตาใคร


……
……..

เราอยากใช้กระเป๋าเดินทาง ที่มีแต่ไม่เคยใช้ใบนี้เสียบ้าง ก่อนที่อนาคตจะสูญสิ้น พละกำลังจะถดถอย

บอกตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไหร่ ก่อนจะสายเกินไป เริ่มกันตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า

วนิดา แก่นจันทร์

ครั้งหนึ่ง…ลูกผู้ชาย

ใส่ความเห็น

คำว่าลูกผู้ชาย ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ หมายถึง
ลูกผู้ชาย (น.) เรียกผู้ชายที่มีความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และมีความรับผิดชอบ เป็นต้น
 
แต่สำหรับลูกผู้ชายในความหมายที่วนิดากล่าวไว้ในชื่อเรื่อง แปลตรงตัวเลยค่ะ 
 
ลูก = ลูกของพ่อ แม่ ผู้ปกครอง
ผู้ชาย = เป็นผู้ชาย 
 
นอกจากการประพฤติปฏิบัติดีแล้ว สิ่งที่พ่อและแม่หวังใจอยากให้ลูกชายทำเพียงอย่างเดียวคือ “บวช” 
 
“บวช” มาจากศัพท์ว่า ปะวะชะ แปลว่า งดเว้นจากกิจบ้านการเรือน มาบำเพ็ญเพียรทำกิจพระศาสนา สำหรับสามเณรเราเรียกการบวชนี้ว่า “บรรพชา” สำหรับพระภิกษุ เรียก “อุปสมบท”
 
ที่กล่าวถึงลูกผู้ชายและการบวชมาเสียยืดยาว ก็เพื่อปูพื้นว่า บัดนี้ ครอบครัวแก่นจันทร์ และญาติพี่น้อง ได้ปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อลูกผู้ชายในครอบครัว คือ นายภาณุพันธุ์ แก่นจันทร์ ได้ละเว้นกิจบ้านการเรือน มาบำเพ็ญกิจศาสนา ด้วยเสียงขานนาคในพิธีบวชอันดังก้องกังวาล ทุกคนในบ้านยิ้มหน้าบาน และน้ำตาคลอเบ้า 5555
 
(กำหนดการ :  วันที่ 5/5/55 ปลงผม
วันที่ 6/5/55 ทำพิธีอุปสมบท) 
 
เอ็นทรี่นี้ไม่รู้จะบรรยายความปิตินั้นออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร นอกจากแปะรูป แปะคลิป ความปลื้มปิติในวันนั้น และเมื่อเช้าเพิ่งคุยกับแม่ บอกว่า พระน้องชายกำหนดสึกในวันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน 2555 รวมๆแล้ว บวชไป 1 เดือน 3 วันค่ะ
 
 
 
ว่าแต่การบวชมีได้อย่างไร?
ในอดีตหลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ตั้งจิตที่จะแสดงธรรมสั่งสอน พระองค์ได้ทรงสั่งสอนฤษีปัญจวัคคีย์ทั้งห้า และบุคคลอื่นๆแล้ว เมื่อผู้ฟังเหล่านี้เกิดศรัทธา ทูลขอบวช และเมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับด้วยพระวาจาว่า “มาเถิดพระภิกษุ ธรรมเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อพ้นทุกข์โดยชอบเถิด”1  เพียงเท่านี้ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าบวชเป็นภิกขุในพระพุทธศาสนา เราเรียกการบวชเช่นนี้ว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” คือการบวชโดยพระพุทธเจ้า ด้วยการเปล่งวาจาว่า ” และเรียกผู้ที่รับการอุปสมบทแบบนี้ว่า “เอหิภิกขุ”
 
1 — บางตำรา แปลว่า “ท่านจงเป็นภิกขุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบ” เป็นต้น
 
หลังจากมีภิกขุในพระพุทธศาสนามากแล้ว พระพุทธเจ้าทรงส่งภิกขุทั้งหลายไปประกาศพระศาสนา เมื่อมีผู้ศรัทธาเอ่ยปากขอบวช หากต้องนำพามาบวชกับพระพุทธเจ้าทุกครั้งทุกคราไป จะเป็นการลำบาก ดังนั้นพระองค์จึงทรงอนุญาตให้ภิกขุ (พระสาวก) สามารถบวชกุลบุตรได้เอง ด้วยการเปล่งวาจาว่า “พุทธัง สรณังคัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณังคัจฉามิ” (แปลว่า ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเ
จ้าเป็นสรณะ ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นสรณะ ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ) 3 หน เรียกการบวชเช่นนี้ว่า “ติสรณคมนูปสัมปทา” 
 
กาลเวลาผ่านไป เมื่อมีภิกขุในพระพุทธศาสนาตั้งมั่นดีแล้ว พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายการอุปสมบทนี้ให้เป็นกิจของสงฆ์ ประกอบด้วย หมู่พระสงฆ์ 5-10 รูป มีพระภิกษุรูปหนึ่ง เป็นผู้นำเข้าหมู่ เราเรียกพระรูปนี้ว่าว่า “พระอุปัชฌาชย์” มีพระสงฆ์อีกรูปสวดประกาศ การบวชด้วยวิธีนี้เป็นการบวชที่ใช้กันในปัจจุบัน เราเรียกว่า “ญัตติจตุตถกรรมวาจา” 
 
การบวช มีอยู่ในทุกประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ แต่ส่วนประกอบในพิธี บทสวด หรืออื่นๆจะแตกต่างกันไปตามแต่นิกายที่นับถือค่ะ เช่นว่า หากนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน บทสวดบางบท ก็จะแตกต่างไปจากบทสวดของนิกายเถรวาท เป็นต้นค่ะ 
 
 
มาถึงช่วงที่สนุกทีุ่สุดของงานบวช คงหนีไม่พ้น “การแห่นาค” ของพระน้องชาย มีการแห่สองครั้งค่ะ ครั้งแรก แห่เพื่อไปขมาลาโทษญาติพี่น้อง ที่ไม่ได้ไปร่วมในงานปลงผม กับการแห่จากบ้านงาน ไปวัดที่จะทำพิธีบวชค่ะ 
 
ที่บอกว่าบ้านงาน ก็คือ ในการบวชนี้เราสามารถตั้งกองเครื่องบวชได้ทั้งที่วัด หรือที่บ้าน หากตั้งที่วัด ตอนเช้าก็เตรียมแห่รอบโบสถ์ได้เลย แต่ถ้าตั้งที่บ้าน ก็จะมีขบวนแห่นาค , เครื่องบวชต่างๆ โดยนำขบวนด้วยแตรวง หากในสมัยนี้ ก็คงเป็น วงดนตรีสตริง หรือไม่ก็วงกลองยาว ตามมาด้วยรถแห่ให้นาคนั่ง สมัยก่อนนั้นบางที่จะใช้ ม้า , วัว , หรือควายค่ะ ถ้าใช้ม้า ก็ตามธรรมเนียมเดิมที่เจ้าชายสิทธัตถะขี่ม้ามาปลงผม อะไรแบบนี้ (เรื่องประวัิติศาสตร์การบวช ไม่ีได้หาข้อมูลมาเยอะเลยค่ะ ห่างไกลมากๆๆ หากผิดพลาดตรงไหน ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ  ) 
 
ของบ้านวนิดา ที่บ้านชอบอะไรอลังการค่ะ เลยเล่นทั้งวงกลองยาว กับ วงสตริง
 
 
กลองยาว                        วงสตริง
 
 
ภาพบรรยากาศรวมๆค่ะ
 
 
 
 
 
 
 
สุดท้าย อยากบอกพระน้องชายว่า (มันไม่รู้หรอก เพราะไม่ได้บอกมันตรงๆ 5555 พี่สาวก็มีเขินบ้างอะไรบ้าง)
อยากบอกว่า เขาเป็นน้องชายที่เราภูมิใจ แม้จะเกเรบ้าง ดื้อด้านบ้าง แต่สุดท้ายเราก็เคารพเรา ด้วยใจจริง 
และเป็นเด็กดีของพ่อแม่ ไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจเท่าไหร่ น่าจะ อะนะ 5555 
 
รักน้องมากๆๆ จากพี่สาวคนนี้
วนิดา แก่นจันทร์

ครั้งแรกกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม กับมติชนอคาเดมี่

ใส่ความเห็น

ในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2555 ที่ผ่าน ทางรายการพินิจนคร ได้ส่งวนิดาไปร่วมทัวร์ตามรอยพระนางเรือล่ม

รูปภาพ

รูปภาพ

ไปขึ้นเรือที่ท่าเรือปิ่นเกล้า แล้วล่องเรือขึ้นไปทางทิศเหนือค่ะ ผ่านย่านจังหวัดนนทบุรี ที่นี่เราได้แวะขึ้นสักการะเจดีย์ ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งทำให้เรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เกิดล่มนั่นเองค่ะ จุดหมายปลายทางของคณะทัวร์ หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน นั่นคือ พระราชวังบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา สุดท้ายนั่งกระเช้าข้ามไปชมโบสถ์ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ ด้านนอกสวย ด้านในยิ่งสวยค่ะ

งานนี้ได้เพื่อนใหม่ด้วยละค่ะ ><

พี่เพ็ญ เซอร์ไพร้ส ด้วยพี่เขาก็เป็นคนฉะเชิงเทรา ที่สำคัญเรียนโรงเรียนมัธยมเดียวกับวนิดาด้วยค่ะ

รูปภาพ

ชมภาพกันเลยค่ะ

รูปภาพ

ด้านขวาของภาพ : พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ เป็นพระที่นั่งปราสาทโถงกลางสระน้ำ โดยจำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” ตามนามพระที่นั่งองค์แรก ซึ่งพระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ณ พระราชวังบางปะอินแห่งนี้ , ข้อมูลจากโบชัวร์ของพระราชวังบางปะอิน

รูปภาพ

พระที่นั่งวโรภาษพิมาน ใช้เป็นที่ประทับ และมีท้องพระโรงเสด็จออกว่าราชการ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แอบกระซิบว่าด้านใน สวยงามมากกกกกกก ตกตะลึงมากๆเลยค่ะ ได้เข้าไปในท้องพระโรงด้วย ขนลุกซู่เลย รู้สึกว่าเราได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลวงด้วยเลยค่ะ ><

รูปภาพ

รูปภาพ

พระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระที่นั่งเก๋งจีน 2 ชั้น สร้างโดยกลุ่มพ่อค้าชาวจีนในประเทศไทย สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ. 2432 ค่ะ มีชื่อภาษาจีนว่า “เทียนเหมงเต้ย” ขอบอกว่า สวยงามมาก ถึงมากที่สุดเลยค่ะ เราได้เดินรอบๆชั้นสอง แต่ว่าไม่ได้เข้าไปด้านใน ไม่ได้เข้าไปใกล้ชิดเลยค่ะ แล้วก็เขาห้ามถ่ายรูปด้วย แต่ขอบอกว่า ใครมีโอกาสได้ไป ไม่ผิดหวังเลยจริงๆค่ะ

รูปภาพ

อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ เป็นอนุสาวรีย์ที่ระลึกด้วยหินอ่อน แกะสลักพระรูปเหมือน พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ , สมเด็จเจ้าฟ้าสิริราชกกุธภัณฑ์, สมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัตมณีมัย และ สมเด็จเจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง

รูปภาพ

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ อนุสาวรีย์หินอ่อน ที่ระลึกด้วยความอาลัย พร้อมทั้งจารึกคำไว้อาลัยที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองไว้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ

 

รูปภาพ

ด้านนอกโบสถ์ วัดนิเวศธรรมประวัติ

รูปภาพ

หอวิฑูรทัศนา และ พระที่นั่งเวหาศจำรูญ

รูปภาพ

วนิดา เองค่ะ ด้านหลังเป็นหอวิฑูรทัศนา

นั่งเรือ เดินทางกลับ ง่วงๆ เพลียๆ แต่สนุกดีค่ะ พบกันใหม่ทริปหน้านะคะ

รูปภาพ

คู่มือทำความเข้าใจ NiDA MAilO

2 ความเห็น

ได้รับ tag คู่มือทำความเข้าใจ… มาจากเพื่อนหนุ่ม seamsee จริงๆก็กำลังคิดทบทวนตัวเองอยู่เหมือนกัน เนื่องจากตอนนี้ เริ่มคิดมาก คิดไปหมด เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของตัวเอง การงาน ทำอะไรถึงจะดี ทำอะไรตัวเองถึงจะพอใจ หรือจริงๆแล้วตัวเองเป็นคนไม่มีอะไรเลย จับจด เอาดีทางไหนก็ไม่ได้ แล้วเร็วๆนี้ แม่ก็พูดอีกว่า เราเป็นคนอารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย ทำไมเราต้องไปอารมณ์เสียใส่แม่ ด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ หรือไม่ก็เอาความหงุดหงิดของตัวเองที่เกิดจากคนอื่น ไปลงกับแม่
ปกติเป็นคนเขียนไดอารี่ เขียนทุกอย่างที่เป็นเรื่องดี เรื่องไม่ดี ทั้งเกิดกับเรา และเรากระทำต่อคนอื่นอยู่แล้ว และเพราะคำพูดแม่ ทำให้เราหยุดคิดอีกครั้ง เช้าวันที่โดนแม่ด่า นั่งคิดทั้งวัน ว่าแต่ก่อน เราเป็นคนยังไง นิสัยยังไง มันมีอะไรที่แย่ๆ กระทำ ต่อคนอื่น และเราไม่รู้สึกว่ามันผิด มันไม่ดี มีอะไรบ้าง
เมื่อได้ tag จากเซียม จังหวะดี
 
เริ่มเลยละกัน คู่มือทำความเข้าใจ Nida MAilO
 
หมวดส่วนตัว
1. ชื่อวนิดา แก่นจันทร์ ชื่อเล่น นุ่น เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ที่คนมักไม่เชื่อว่ามึงจีนกับเขาด้วยหรอ หน้าไทยขนาดนั้น
2.คำทักทายเวลาเจอเพื่อน จะทักว่า "(ชื่อเพื่อน)ดีจ้า" และคำพูดติดปากของเราก็คือ คำอะไรก็ได้ แล้วลงท้ายด้วย "จ้า"
หมวดการเรียน
3. เรียนจบจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน สาขาวิทยุและโทรทัศน์ (เอ็นสะทรานซ์ได้มา 555)
4. ในระหว่างเรียนปี 1 ยังสับสน ว่ากูจะเรียนอันนี้ไปเพื่ออะไร อุตส่าห์หนีฟิสิกส์ เคมี ชีวะ วิชาคำนวณ เข้าไปปี 1 เจอเลย ติดเอฟด้วย บากะมั่กๆ แล้วเพื่อนสนิทก็ชวนไปงาน RVS Fun Fair จัดที่สวนลุม ก็ไปกับมัน เออเว้ย ประทับใจงานนี้มั่ก การทำงานกับพวกดารา อยู่เบื้องหลัง มันคงเป็นความสุขของเรานะ หลังจากกลับจากงานนี้ ก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนๆเล่นๆอย่างจริงจัง
 
หมวดงานอดิเรก ของสะสม
5. เราชอบอ่านการ์ตูนมาก มาก ถึงมากที่สุด ตอนปี 1 ใต้หอมีร้านการ์ตูนเช่า เสร็จโจร เช่าการ์ตูนบ่อยจนสนิทกับคนเฝ้าร้านที่เป็นหลานเจ้าของ ตอนหลังมันก็เลยฝากให้เราไปเฝ้าร้านแทน ได้เงินค่าขนม แถมอ่านการ์ตูนฟรี
6. ชอบอยู่ห้องมากกว่าเดินห้าง หรือถ้าต้องออกไปไหน ก็จะไปร้านหนังสือ กับร้านเช่าการ์ตูน
7. เนื่องจากชอบอ่านหนังสือ และการ์ตูน จึงสะสมหนังสือ กับการ์ตูนไปโดยปริยาย หนังสือที่ซื้อมา พยายามอ่านให้จบทุกเล่ม ส่วนการ์ตูนอ่านจบเรื่องละหลายตลบ
8. ของสะสมอื่นๆ ก็มีโปสการ์ด, สมุดบันทึก, แสตมป์
9. ชอบดูหนัง สยอง เลือดสาด เลือดตกยางออกมากๆ 555 หนังแนว horror นั่นแหละมากๆ เพราะตอนเด็กๆ พ่อไม่ชอบดูหนังไทย หนังฝรั่งรักหวานซึ้ง แต่พ่อชอบดูหนังผี สยองเกรดบี หนัง เฉินหลง หนังเจ็ทลี หนังแอ็คชั่น อะไรเทือกนี้ ทำให้ตอนเด็กเราติดนิสัย ไม่ชอบดูหนังไทย หนังฝรั่งรักหวานซึ้ง หรือฝรั่งเพื่อชีวิต คัมมิ่ง ออฟ เอจ เท่าไหร่นัก มาตอนเรียน ดูหนังหลากแนวมากขึ้น แต่ก็ยังน้อยอยู่ดี พอมาทำงาน นี่ดูหนังเยอะกว่าเดิมละ หนังไทยนี่ดูเยอะขึ้นละ
 
หมวดการงาน
10. เรียนจบปริญญาในพ.ศ. 2549 งานแรกที่ได้ทำในชีวิต คือบริษัท SPC Book ตำแหน่งนักเขียน ในระหว่างทำ เขียนหนังสือ ไปแล้ว 2 เล่ม เกี่ยวกับ อินเตอร์เน็ต และโปรแกรม Chat (ที่ตอนนี้ก็ลืมวิธีใช้โปรแกรมแชทไปหมดแล้ว) ทำอยู่ 4 เดือน ไม่ผ่านโปร เพราะตัวเองทำตัวเอง เนื่องจากเพิ่งจบ ยังติดเล่นอยู่มาก ทำงานช้า
11. งานที่สอง ทำบริษัทไอซ่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์ สมัครเข้าไปในตำแหน่ง เขียนบท แต่เขาให้ไปทำตัดต่อ ซะงั้น ทำประจำอยู่ประมาณ 4-5 เดือน หลังจากนั้น บริษัทปลดพนักงานออกเพราะไม่มีเงินจ่าย เราก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่พี่ที่คิดรายการ ดึงตัวเราไปทำตัดต่อฟรีแลนซ์ รายการท่องเที่ยว ตอนทำฟรีแลนซ์นี่ เขาให้เราไปเป็นหน้าม้า พิธีกรรับเชิญด้วย 5 เทปแน่ะ เพราะเราส่วนหนึ่งที่ทำงานช้า อีกแล้ว สุดท้ายรายการก็ไม่ได้ทำต่อ หรือทำต่อ แต่เราไม่ได้เป็นคนตัดต่อแล้วละ เพื่อนบอกเห็นมึงในโทรทัศน์ด้วย รายการอะไรสักอย่าง ฮา (ตอนนี้ไอซ่ายังเปิดทำการอยู่)
12. งานที่สาม ที่ยังทำมาจนทุกวันนี้ คือ นิตยสาร Starpics เข้ามา พี่เขาบอกสโคปงานแล้ว แต่สุดท้าย ของสตาร์พิคส์ในส่วนที่ต้องอีดิทบทความง่ายๆ ก็ไม่ได้ทำ (ไม่มีความสามารถ) พอดีกับที่มีนิตยสาร Let’s เราได้รับผิดชอบคอลัมน์ Let’s Talk สัมภาษณ์ๆ กับหน้าที่ดูแลจิปะถะ เอ่อ อันนี้คงแนวๆเลขาบก.ซันมั้ง 5555
13. ตอนนี้เหนื่อยงาน แต่ทำที่นี่มันก็สบายใจดีอยู่นะ แต่เราก็อยากออกไปทำงานอื่น หาประสบการณ์บ้าง
หมวดสัตว์เลี้ยง
14. เราชอบแมวมาก จนทำให้คนอื่น คิดว่าเราเกลียดหมา เปล่าเลย หมา แมว ชอบ รัก เหมือนกันหมด เราเกิดมา จำความได้ ก็มีหมา กับ แมว ให้เล่นอยู่ที่บ้านแล้วอ่ะ
15. มาม่า, ไวไว ชื่อหมาที่บ้าน ที่เราเห็นตั้งแต่เราเกิด โดนอีมาม่ากัดด้วย เพราะเราไปเล่นกับอา มันหวงอาเราน่ะ
16. จำชื่อแมวที่เราเห็นตั้งแต่เกิดไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่า แมวตัวนี้ นวดหลังให้ย่าได้ด้วย และมันชอบกินน้ำกล้วยบวชชีคลุกข้าว
17. มีหมา แมว อยู่ในครอบครอง ครั้งแรก น่าจะตอนอยู่อนุบาล เป็นหมาพันธุ์อะไรไม่รู้ ตัวผู้ เราเรียก พี่หมี พร้อมแมวอีก 4 ตัว ตายไปจนเหลือ 1 ตัว เป็นตัวเมีย เรียกว่า เหมียว (ตั้งชื่อโคตรง่าย)
18. ในระหว่างนี้ พ่อได้หมาอัลเซเชี่ยนผสมพันธ์ทาง ชื่อ โจดี้ มาเฝ้าบ่อปลา กับไปเก็บหมาจรจัด พันธุ์ไทยหลังอาน สีดำ ขนสำลี ตัวเมีย เราเรียกสำลี มาอยู่ที่บ้านด้วย
19. พี่หมีป่วยตาย หมอรักษาไม่เก่ง วินิจฉัยโรคไม่ขาด สุดท้ายเอายามาฉีดรักษา แต่หมากูตายซะงั้น ส่วนเหมียวอยู่กับเราจนถึงม. 2 ก็โดนงูหลามคาบไปแดก จำได้จนทุกวันนี้ เพราะคืนที่มันโดนกิน เราเปิดห้องให้มันออกไปเอง T__T พ่อบอกว่า เห็นเอ็งเปิดให้มันออกมา แล้วก็ไม่กลับมาเลย T__T
20. โจดี้ ป่วยตายอีกตัว หมอไม่เก่งได้อีก รักษาหมาตายไปสองตัว แม่เล่าให้ฟังว่า โจดี้ เดินไปตรงบ่อหน้าบ้าน ร้องงี้ดๆ พอเห็นแม่กับพ่อเดินไปดูมัน ก็มองหน้า แล้วกระโดดลงน้ำไปเลย โอ๊ว มาย ก็อดดดด หมาฆ่าตัวตาย พ่อตกใจ ลงไปลากมันขึ้นมา แต่ก็ตาย ฝังมันไว้ใกล้ๆ พี่หมี โคนต้นอะไรไม่รู้
21. หลังจากโจดี้ตาย สำลี เหมือนหลุดจากพันธนาการ (โจดี้อยู่ สำลี้ไม่มีสามีค่ะ เพราะโจดี้กัดหมานอกบ้านแหลกลาญ) สำลีมีลูกหลังจากโจดี้ตายไม่นาน ครอกแรก เจ๊แกซัดลูกไป 9 ตัว แม่เก็บไว้ 2 ตัว ตาย 1 ตัว (พ่อขับรถ แล้วมองไม่เห็นมัน ทับกลางตัวตายเลย T___T) ที่เหลือปล่อยวัด T__T ส่วนสำลี ให้เพื่อนพ่อ เอาไปเลี้ยง
22. ลูกลำลี ที่แม่เก็บไว้ ตัวนึงชื่อ ดุ๊กดิ๊ก กับ ทัดเทา ทัดเทาน่าร๊ากกก แสนรู้กับเราคนเดียว แต่ป่วยตายอีกแล้วคับท่าน T___T ส่วนดุ๊กดิ๊กยังอยู่ดี
22. ระหว่างที่ทัดเทา ดุ๊กดิ๊กยังเด็ก พ่อเห็นแมวหลงจากมาไหนไม่รู้ ก็เลี้ยงเอาไว้ และมันก็ออกลูก ครอกแรก มี 4 ตัว คือ ไมโล, โอเลี้ยง, เหลือง และ ลาย 3 ตัวหลัง หายออกจากบ้าน เหลือไมโลตัวเดียว ครอกสอง คลอดมากี่ตัวไม่รู้ แต่ตาย และไม่นาน แม่แมวก็ตาย
23. ตอนนี้ที่บ้านมีหมา 2 คือดุ๊กดิ๊ก กับ แจ็ค แจ็คเป็นหมาของย่า ย่าเสียแล้ว จึงมาอยู่บ้านเรา จริงๆ มันก็เดินไปเดินมา ระหว่างบ้านย่า กับบ้านเราอะนะ กับแมว 1 คือ ไมโล ที่ตอนนี้ครอบครองบ้าน และใจพ่อแม่เรา ไปแล้ว
หมวดกิน
24. ไม่ใช่คนที่มีความสุขกับการได้กิน หรือเสาะแสวงหาของแปลกๆ
25. ชอบกินก๋วยเตี๋ยว หรืออาหารที่เป็นเส้น เช่น สปาเก็ตตี้ มักกะโรนี
26. เป็นคนติดการกินอะไรซ้ำๆ เช่น วันนี้กินก๋วยเตี๋ยว วันต่อไป ก็กินอีก และจะกินซ้ำกันไปแบบนี้ นานจนกว่าจะมีอะไรมากระทบความอยาก เราก็จะไปกินสิ่งนั้นแทน (แล้วก็กินซ้ำๆอีกนั่นแหละ)
27. ชอบกินไอติม ตอนมัธยม กินไอติมได้วันละ 3 อันขึ้นไป ทุกวัน
28. ชอบกินหมูสับทอด, ต้มกระหล่ำปลียัดไส้หมู, ต้มมักกะโรนี (เอาไว้กินตอนป่วย) ทุกอย่างนี้ ต้องแม่ทำเท่านั้น 555
29. ชอบกินช็อคโกแลต อะไรก็ได้ ไม่เน้นยี่ห้อ ขอให้เป็นช็อคโกแลตก็พอ
30. ไม่ค่อยได้เดินห้าง ทำให้ไม่สันทัด การกินอาหารตามร้านในห้าง ตั้งแต่ทำสตาร์พิคส์ ก็กินเชสเตอร์กริลล์ ฮะจิบังหลายครั้ง ส่วนฟูจิ โออิชิราเมง กินครั้งเดียว อย่างอื่น ยังไม่เคยกินเลย เหอๆๆๆ บ้านนอกจัด
 
 
คู่มือ เขียนได้เท่านี้ ยังมีอีกบางแง่มุม ที่อยากเขียนคู่มือ ให้เข้าใจเรามากขึ้นกว่าที่เป็นนิดหน่อย แต่เอาไว้โอกาสหน้านะคะ
 
 
วนิดา แก่นจันทร์
 
 

ภาพยนตร์แห่งปี 2551

ใส่ความเห็น

ภาพยนตร์ในดวงใจ

Tokyo Tower: Mom and Me and Sometimes Dad, The Dark knight – ต่างกันในเนื้อหา แต่เหมือนกันในอารมณ์สุดท้ายเมื่อดูจบ

          หนังในดวงใจอันดับหนึ่ง คือหนังทั้งสองเรื่องนี้ค่ะ ซึ่งทั้งคู่สูสีคู่คี่กันมาก แม้เนื้อหาของหนังจะต่างกัน แต่เมื่อดูจบแล้ว อารมณ์ความรู้สึกสุดท้าย เหมือนกันเลยค่ะ

Tokyo Tower ทราบมาบ้างแล้วว่า ที่ญี่ปุ่นมีเป็นซีรี่ส์ ซึ่งก็ฮิตถล่มทลาย คนดูหมดน้ำตาไปเป็นปี๊บๆ ส่วนตัวแล้วเพิ่งมาได้อ่านอันที่เป็นนิยาย ก่อนที่จะดูภาพยนตร์ไปไม่นานเองค่ะ ฉบับนิยายเรียกน้ำตาได้มากทีเดียว พอมาดูเป็นหนัง ก็เรียกน้ำตาได้อีก ฉะนั้นความรู้สึกสุดท้ายของเราก็คือ ซึ้ง เศร้า และกลับมาคิดต่อว่า เราทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้างหรือยัง เราหันกลับไปมองคนใกล้ตัวอย่างแม่พ่อบ้างหรือยัง และเรามองชีวิตของเราต่อไปเป็นอย่างไร

The Dark Knight เป็นอีกเรื่องที่ชอบพอๆกัน หนังที่ทำให้อยากดู ฮีท เลดเจอร์ ในเวอร์ชั่นเกย์บ้าง การแสดงของฮีท ทำให้ระหว่างดู ไม่ได้สนใจอะไรในตัวแบทแมนเลย สายตาจับจ้องไปที่โจ๊กเกอร์ พินิจพิเคราะห์ การแสดงที่ฮีทได้แสดงออกมา แม้แต่เราที่เป็นคนดู ก็ยังเครียดไปกับบทบาทของโจ๊กเกอร์ เรียกได้ว่า บทบาทสุดท้ายของฮีทนั้น อยู่ในใจของคนดูหลายๆคน หรือทุกคน อย่างแน่นอน เมื่อดูจบเราย้อนกลับมาคิดต่อว่า บางครั้งอุดมการณ์ ความเชื่อที่เราเชื่อก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป บางทีมันอาจถูกมนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อทำให้สิ่งร้ายๆที่เราทำ นั้นดูถูกต้อง ก็เป็นได้

 

Kung Fu Panda, Well-E, Hell boy II: The Gloden Army อนิเมชั่น และเอฟเฟ็คท์สุดอลังการ

          อนิเมชั่นในปีนี้ นอกจากจะทำออกมาน่ารัก น่าหยิกแล้ว ยังแฝงประเด็นสะท้อนสังคม ให้เราเอามาขบคิดต่อได้อีก  

          Kung Fu Panda แค่เห็นภาพโปสเตอร์ก็อยากดูแล้ว ยิ่งดูตัวอย่างหนังก็อยากดูมากขึ้นอีก พอดูจริงๆ น่ารักตายไปเลย แม้พล็อตเรื่องจะออกแนวหนังตามสูตร แต่ผู้สร้างก็สามารถทำให้เราติดตามดูตั้งแต่ต้นจนจบได้ ส่วนหนึ่งคงเป็นคาแรคเตอร์ โพ หมีแพนด้าริอาจอยากเรียนกังฟู ที่มามัดใจเราไว้อย่างอยู่หมัดละมั้ง

            Well-E อนิเมชั่นที่ชกหน้านายทุน และผู้ที่ติดอยู่ในกระแสของความสะดวกสบาย ได้อย่างอยู่หมัด หากเปรียบเป็นมวย Well-E ก็คงชนะน็อกตั้งแต่แรกที่ออกหมัด ไม่ว่าเราจะได้ดูอนิเมชั่นเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ควรพึงสำนึกอยู่เสมอ ควรจะเป็นการทำสิ่งต่างๆให้อยู่ หรือเอื้อต่อธรรมชาติบ้าง ใช่หรือเปล่า บางครั้งเราก็พัฒนาสิ่งต่างๆรอบตัวมากจนเกินพอดี จนลืมมองไปยังธรรมชาติที่ถ้าหากไม่มีสิ่งนี้ ก็คงไม่มีเราอยู่ทุกวันนี้

           Hell boy II: The Golden Army ตอนแรกลังเลว่า จะดูเรื่องนี้ดีไหม เพราะมีคนบอกว่า ภาคแรกห่วยได้อีก แต่ดูในตัวอย่างก็น่าดูดีทีเดียว ก่อนดูให้เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ภาคแรกนั้นเป็นอย่างไร พอไปดู เราชอบคาแรคเตอร์ที่เขาออกแบบนะ และดูจบ ก็ได้อะไรเก็บมาคิดเช่นกัน มาถึงเวลานี้เราจำไม่ได้แล้วว่าพล็อตเรื่องที่ให้เฮลบอยและพรรคพวก ออกปฏิบัติภารกิจนั้นคืออะไร แต่สิ่งที่จำได้คือประเด็นการอยู่ร่วมกันของชีวิตคู่ ของคนสองคน บางครั้งมันก็มีอะไรมากระทบกระทั่งกันบ้าง แต่หากทั้งสองคนเลือกที่จะอยู่ร่วมกันแล้ว บางอย่างเราก็ต้องปรับเปลี่ยน ปรับจูน เพื่อให้ชีวิตคู่นั้นเติมเต็มซึ่งกันและกัน สรุปว่า ชอบเรื่องนี้นะ

 

Once, Sky of Love-ชีวิตมันก็มีแค่นั้น

          ช่วงนี้แม้ไม่ได้คิดไปถึงอนาคตในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ก็เริ่มคิดถึงตัวตน สถานะภาพในสังคมของตัวเองมากขึ้น ที่คิดเช่นนี้ ไม่รู้เพราะปีนี้อายุเบญจเพสแล้วหรือเปล่า แต่ก็นะ ชีวิตคนเรามันก็มีอยู่แค่นั้นเอง แม้ทั้งสองเรื่องนี้จะไม่ใช่หนังที่สร้างในปี 2008 แต่เมื่อเอามาฉายที่เมืองไทยในปี 2008 เราจึงขออนุโลมอย่างไม่มีเหตุผล 555

           Once หนังจากไอซ์แลนด์ พูดถึงหนึ่งหนุ่ม และหนึ่งสาว ที่กำลังมองหาตัวตนของตนเอง ทั้งสองทำให้เรารู้สึกว่า บางครั้งสิ่งที่เราอยากทำ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราทำได้ และเราจะไม่รู้เลยว่าเราทำได้หรือไม่ได้ ถ้าเรายังไม่ลงมือทำ อีกทั้งบางครั้งแม้เราจะมีเหตุผลในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเพียงใด แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เราก็ไม่สามารถที่จะทำมันได้ บางทีชีวิตก็มีอยู่แค่นั้น

          Sky of Love หนังจากประเทศญี่ปุ่นเรื่องนี้ ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ได้สร้างในปี 2008 แต่เราเพิ่งได้ดูในปีนี้ ชีวิตของคนเรายังคงวนเวียนอยู่กับ การเกิด แก่ เจ็บ และสุดท้ายก็ต้องตายไปเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติอีกครั้ง นอกจากวงเวียนชีวิตสี่อย่างนั้น มนุษย์จะต้องพบกับ เพื่อน คนรัก หน้าที่การงาน ฯลฯ ที่ต้องเจอไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย เมื่อคนเราป่วย มักคิดเสมอว่า อยากป่วยคนเดียว ไม่อยากให้คนที่เรารักเห็นในสภาพที่อ่อนแอ แต่จริงๆแล้ว คนป่วยนั่นแหละ ที่ต้องการใครสักคนที่รักเราอย่างสุดหัวใจ มาอยู่เคียงข้างเวลาที่เจ็บป่วย บางทีชีวิตก็ซับซ้อนและเข้าใจยากแบบนี้

 

แปดวัน แปลกคน, ดรีมทีม, อีติ๋มตายแน่, ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่นบางที การหยิบจับประเด็นใกล้ตัวที่มองไม่เห็นมาทำเป็นหนังบ้าง มันก็ดีนะ

            แปดวัน แปลกคน หนังไทยจิตวิทยาจ๋า เราชอบเรื่องนี้นะ เหมือนปีที่แล้ว ที่บอดี้ ศพ#19 กล้าที่จะเล่นกับประเด็นทางจิตวิทยา มาปีนี้ แปดวันฯ ก็ทำออกมาดีพอควร แม้บางคนอาจจะบอกว่า ดูยากไปบ้าง แต่รวมๆแล้ว หนังก็ทำให้เรากลับมาย้อนคิดว่า ในสังคมไทย มันก็ต้องมีคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวประมาณนักเรียนแพทย์คนนั้น มีคนสติฟั่นเฟือนเพราะเสียลูกไปแบบป้าคนนี้ อยู่บ้างไม่มากก็น้อย หากเรามองลึกลงไป ความเห็นแก่ตัว และความไม่เท่าเทียมกัน มักเป็นแรงผลักให้มนุษย์กระทำสิ่งต่างๆได้อย่างคาดไม่ถึงอยู่เสมอ

          ดรีมทีม หนังที่พล็อตเรื่องเน้นไปที่เด็ก สิ่งที่คิดก่อนดู คือ มันจะเป็นการจับปูใส่กระด้งเหรอ เนื้อเรื่องจะเละไม่เป็นท่าไหม หลากหลายความคิดมาก แต่เมื่อได้ดูและมองไปยังเด็กๆ หากเราไม่เอาใจใส่เด็กๆในการปกครอง เราอาจไม่รู้เลยว่า ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่มีความมุ่งมั่น อยากทำให้ประสบความสำเร็จ เพราะเด็กเองก็มุ่งมั่นและอยากประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน เด็กๆในเรื่องน่ารัก

          อีติ๋มตายแน่ ยุทธเลิศท็อปฟอร์ม หนังที่ทำให้เรารู้สึกว่า นี่แหละต้อมยุทธเลิศ เรื่องนี้ได้โน้ส อุดม มาเขียนบทให้ หากมองดีๆ หนังปล่อยหมัดให้เรารู้สึกว่า เราชอบมองและตัดสินคนแค่เพียงเปลือกนอกกันหรือเปล่า ถ้ามองแค่เปลือกนอกเราก็จะเห็นแค่ว่า มะขิ่นอาจไม่ใช่สเป็คของตึ๋ง และตึ๋งเองก็ไม่ใช่สเป็คอาชีพของอาสึกะเช่นกัน แต่ถ้าเรามองลึกลงไปข้างในตัวตนของคนคนนั้นละ มะขิ่นที่แสนดี เธอทำเพื่อคนที่รักอย่างไม่หวังผลตอบแทน ส่วนอาสึกะ ไม่ได้เป็นนางฟ้ามาจากไหน เธอก็คือนักท่องเที่ยวในสายตาของคนไทยทั่วไปเหมือนเดิม ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น มีสิ่งหนึ่งที่ตึ๋งได้จากอาสึกะ นั่นคือการรักใครสักคนอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องไปคิดกลัวถึงอนาคตที่ยังไม่เกิด เมื่อเต็มที่กับมันแล้วเมื่อถึงเวลาที่เราต้องเลิกกันก็จะไม่เสียใจภายหลัง

          เช่นเดียวกับ ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น หนังที่มี 4 เรื่องราว หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยช่วงเวลาปิดเทอม และภาพยนตร์ของดาราไต้หวันชื่อดัง ตี่ตี๋ แม้เรื่องราวชีวิตจะวนเวียนอยู่กับเรื่องรักเช่นเดิม แต่ไม่อาจปฏิเสธว่า ความรัก นี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้คนสดชื่นและสวยงาม ทั้ง 4 เรื่องราวคือเหตุการณ์ความรักในช่วงปิดเทอม ส่วนตัวแล้วชอบตอนของ เหิร และ นวล ที่มันอินในอารมณ์เพราะเราก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป ที่แสวงหาความรัก คบแล้วจะรักแท้หรือไม่แท้ จะได้หรือไม่ได้แต่งงานไม่รู้ ขอแค่คบกันยาวนานเท่าที่ความรู้สึกจะนานได้ และนึกถึงกันและกันก็พอ แต่ชีวิตมันก็แค่นั้นละมั้ง

         

Happy Birthday, ฝัน หวาน อาย จูบ- เกือบดีละ

Happy Birthday เรื่องนี้ชอบนะ แต่ก็รู้สึกว่า ถ้าไม่ให้มันจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง หนังมันจะสมบูรณ์และดูสมจริงกว่านี้หรือเปล่า เมื่อได้ดู เต็น และ เภา ถ้าบอกว่าเราเชื่อในความรักของเต็นนะ แต่เราก็รู้สึกว่าเต็นต้องการเอาชนะหรือเปล่า เอาชนะว่าเขาสามารถรักษาคำพูดได้ การจะรักษาคำพูดเป็นสิ่งดี แต่เต็นคิดสักนิดว่า โอเคเราดูอาการให้เภาไประยะหนึ่งแล้วนะ หากไม่ฟื้น ไม่ดีขึ้น คงต้องทำให้เภาไปสู่สุคตินะ จริงๆตรงจุดนี้ละเอียดอ่อนมาก ในชีวิตจริงก็คงมี ที่พ่อแม่ใจหนึ่งก็อยากรักษาเพื่อดูอาการลูกเอาไว้ แต่อีกใจก็อยากให้ลูกไปสบาย ตรงนี้มันเล่นกับจิตใจของคนได้ดีทีเดียว แต่เรารู้สึกว่ามันยังไม่สุดเท่าไหร่ แต่อย่างที่บอกตอนแรก เราชอบเรื่องนี้นะ (เหมือนตัวเองดี)

          ฝัน หวาน อาย จูบ หนังสั้น 4 ตอนในเรื่องเดียว คล้ายๆ ปิดเทอมใหญ่ฯ และ 4 แพร่ง เรื่องนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ก็รู้สึกว่ามันขาดๆเกินๆอยู่เหมือนกัน ในตอน ฝัน ชอบและเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้กำกับ ที่ต้องการนำเสนอ แต่ดูแล้วน่าจะทำในส่วนของความฝันให้เนี้ยบกว่านี้ (ยังไม่ได้สปอยด์ใช่ไหม) ตอนอื่นๆ ก็อย่างที่บอก มันขาดๆเกินๆ และบางทีก็ยัดเยียดไปหน่อย แต่รวมๆแล้วชอบเรื่องนี้นะ

 

นักแสดงหญิง

วาสนา ชลากร (แปดวัน แปลกคน) น่ากลัว สลัดคราบเซ็กซี่สตาร์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

คริส หอวัง (อีติ๋มตายแน่) เราว่าคริสแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติมากทีเดียว แล้วก็น่ารักด้วย

ศกลรัตน์ วรอุไร (ดรีมทีม) จำได้ครั้งแรกที่เห็นโฟร์ ก็ในมิวสิควิดีโอเพลงเพื่อนสนิทของเอ็นโดฟิน ต่อมาก็เห็นน้องเป็นนักร้องดูโอไปเสียแล้ว มาครั้งนี้ในบทบาทใหม่ แสดงภาพยนตร์ เราว่าน้องมีความสามารถดีทีเดียว น่ารักด้วย (แอบเป็นแฟนคลับโฟร์แฟน)

เซลม่า แบลร์ (Hell Boy 2), จีจ้า ญาณิน (ช็อคโกแลต)  สวย และ ดุดัน ชอบ

ยูอิ อารางาคิ (Sky of Love) เคยดูการแสดงของน้องคนนี้ในซีรี่ส์ญี่ปุ่น เธอมีความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว น่ารักด้วย

 

นักแสดงชาย

ฮีท เลดเจอร์ (The Dark Knight) โจ๊กเกอร์คือตำนานของฮีท และฮีทคือตำนานของโจ๊กเกอร์

อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม (Happy Birthday) การแสดงของอนันดาจากเรื่องนี้ทำให้เรากลัว

เกียรติ กิจเจริญ (ดรีมทีม) แค่นึกถึงหลานที่บ้านที่มีมากเกือบ 10 คน ก็ทำให้ไม่อยากทำงานร่วมกับเด็กแล้ว แล้วซูโม่กิ๊กต้องแสดงร่วมกับเด็กตั้งเท่าไหร่ จับปูใส่กระด้งดีๆนี่เอง

 

ทัศนะ

            วันเวลาไหลผ่าน แต่ชีวิตของเราก็ยังเป็นชีวิตเดิม ตอนนี้พลังชีวิตแลจะน้อย ลดลงไปทุกที ในปีนี้หนังไทย และหนังต่างประเทศบางเรื่อง ดูจะอ่อนแรงเช่นกัน มีหลายเรื่องทีเดียว ที่ทำออกมาแล้วยังไม่สุดในอารมณ์ความรู้สึกที่จะต้องได้จากหนัง

รักสามเศร้า, โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต, สี่แพร่ง, ลองของ 2, ปืนใหญ่จอมสลัด, Happy Birthday, ฝัน หวาน อาย จูบ, Kung Fu Dunk, 20th Century Boy, Sweeney Todd, Murder of The Inugami Clan โดยเฉพาะ 20th Century Boy รู้สึกไม่ชอบคนที่รับบทเป็น น้าเคนจิ อย่างบอกไม่ถูก เหล่านี้เมื่อดูจบแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าจะดีกว่านี้ แต่ก็อย่างว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์ มันนานาจิตตัง

บางคนเมื่อมาอ่านอาจจะบอกว่า ถ้ามันไม่ดีนัก ก็เชิญมาสร้างหนังเองซิ จะได้รู้ว่ามันเหนื่อยยากอย่างไร ไม่เถียงเพราะเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการผลิตหนังมาบ้างแล้ว แม้จะเป็นแค่หนังสั้นไม่กี่นาที แต่มันก็ทำให้เรารู้ว่า ความเหนื่อย ยากในการสร้างสรรค์ผลงานเป็นอย่างไร แต่การทำงานสายนี้ ก็ต้องน้อมรับกับคำวิจารณ์ แล้วนำไปพัฒนาผลงานของเราให้ดียิ่งขึ้นใช่ไหมคะ

 

 

วนิดา แก่นจันทร์

Older Entries