ครั้งแรกกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม กับมติชนอคาเดมี่

ใส่ความเห็น

ในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2555 ที่ผ่าน ทางรายการพินิจนคร ได้ส่งวนิดาไปร่วมทัวร์ตามรอยพระนางเรือล่ม

รูปภาพ

รูปภาพ

ไปขึ้นเรือที่ท่าเรือปิ่นเกล้า แล้วล่องเรือขึ้นไปทางทิศเหนือค่ะ ผ่านย่านจังหวัดนนทบุรี ที่นี่เราได้แวะขึ้นสักการะเจดีย์ ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งทำให้เรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เกิดล่มนั่นเองค่ะ จุดหมายปลายทางของคณะทัวร์ หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน นั่นคือ พระราชวังบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา สุดท้ายนั่งกระเช้าข้ามไปชมโบสถ์ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ ด้านนอกสวย ด้านในยิ่งสวยค่ะ

งานนี้ได้เพื่อนใหม่ด้วยละค่ะ ><

พี่เพ็ญ เซอร์ไพร้ส ด้วยพี่เขาก็เป็นคนฉะเชิงเทรา ที่สำคัญเรียนโรงเรียนมัธยมเดียวกับวนิดาด้วยค่ะ

รูปภาพ

ชมภาพกันเลยค่ะ

รูปภาพ

ด้านขวาของภาพ : พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ เป็นพระที่นั่งปราสาทโถงกลางสระน้ำ โดยจำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” ตามนามพระที่นั่งองค์แรก ซึ่งพระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ณ พระราชวังบางปะอินแห่งนี้ , ข้อมูลจากโบชัวร์ของพระราชวังบางปะอิน

รูปภาพ

พระที่นั่งวโรภาษพิมาน ใช้เป็นที่ประทับ และมีท้องพระโรงเสด็จออกว่าราชการ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แอบกระซิบว่าด้านใน สวยงามมากกกกกกก ตกตะลึงมากๆเลยค่ะ ได้เข้าไปในท้องพระโรงด้วย ขนลุกซู่เลย รู้สึกว่าเราได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลวงด้วยเลยค่ะ ><

รูปภาพ

รูปภาพ

พระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระที่นั่งเก๋งจีน 2 ชั้น สร้างโดยกลุ่มพ่อค้าชาวจีนในประเทศไทย สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ. 2432 ค่ะ มีชื่อภาษาจีนว่า “เทียนเหมงเต้ย” ขอบอกว่า สวยงามมาก ถึงมากที่สุดเลยค่ะ เราได้เดินรอบๆชั้นสอง แต่ว่าไม่ได้เข้าไปด้านใน ไม่ได้เข้าไปใกล้ชิดเลยค่ะ แล้วก็เขาห้ามถ่ายรูปด้วย แต่ขอบอกว่า ใครมีโอกาสได้ไป ไม่ผิดหวังเลยจริงๆค่ะ

รูปภาพ

อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ เป็นอนุสาวรีย์ที่ระลึกด้วยหินอ่อน แกะสลักพระรูปเหมือน พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ , สมเด็จเจ้าฟ้าสิริราชกกุธภัณฑ์, สมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัตมณีมัย และ สมเด็จเจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง

รูปภาพ

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ อนุสาวรีย์หินอ่อน ที่ระลึกด้วยความอาลัย พร้อมทั้งจารึกคำไว้อาลัยที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยพระองค์เองไว้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ

 

รูปภาพ

ด้านนอกโบสถ์ วัดนิเวศธรรมประวัติ

รูปภาพ

หอวิฑูรทัศนา และ พระที่นั่งเวหาศจำรูญ

รูปภาพ

วนิดา เองค่ะ ด้านหลังเป็นหอวิฑูรทัศนา

นั่งเรือ เดินทางกลับ ง่วงๆ เพลียๆ แต่สนุกดีค่ะ พบกันใหม่ทริปหน้านะคะ

รูปภาพ

ถ้ารู้สึกแบบนั้นแล้ว พี่ก็ดีใจด้วย

1 ความเห็น

ขอบอกก่อนว่า พี่ไม่ได้มาแฉ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่เขียนในบล็อกนี้ มันเป็นพื้นที่ส่วนตัว พี่บันทึกเอาไว้ให้ตัวเองในวันข้างหน้าอ่าน ไม่เห็นหรือพี่ขึ้นต้นไว้ว่า "สวัสดีตัวฉันเอง" และมันเป็นอะไรที่พี่เขียนให้เพื่อนๆของพี่อ่าน เขาถามพี่ตลอดว่าพี่เป็นอย่างไร พี่ก็เล่าให้เขาฟังไง แล้วน้องจะมาบอกว่าพี่แฉได้อย่างไร อีกอย่างพี่เขียนพี่มีสติ พี่เขียนเพื่อให้พี่อ่าน หรือถ้าทำให้น้องลำบากใจ น้องก็ไม่ต้องเข้ามาอ่าน เท่านั้นเอง ขอโทษนะ หากในบรรทัดนี้พี่อาจจะพูดตรง พูดไม่รักษาน้ำใจ เพราะตอนนี้พี่เหนื่อย พี่อยากรักษาร่างกาย จิตใจของพี่ก่อน หวังว่าน้องจะเข้าใจ เหมือนอย่างที่น้องพูดกับพี่บ่อยๆ ว่า "พี่เข้าใจผมนะ"
 
น้องบอกสำนึกผิดแล้ว ดีแล้ว  

THE GREAT YOKAI WAR (2005)

ใส่ความเห็น

THE GREAT YOKAI WAR 2005)

The Great Yokai War         

       เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจาก ชิเงรุ มิซึกิ ผู้ให้กำเนิด อสูรน้อยคีทาโร่ เป็นผลงานการกำกับเพื่อให้เด็กๆดูของ ทาคาชิ มิอิเกะ เจ้าพ่อหนังคัลท์ญี่ปุ่น หนังรีเมคจาก Yokai Monsters : Spook Warfare (1968) โดยได้ผสมเนื้อหาในนิยายของ ฮิโรชิ อารามาตะ เข้าไปด้วย เล่าเรื่องของ ทาดาชิ (ริวโนสุเกะ คามิกิ) เด็กชายที่พ่อแม่เลิกกัน เขากลับมาอยู่กับแม่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ส่วนพี่สาวอยู่กับพ่อที่โตเกียว เมื่อเขากลับไปอยู่ที่หมู่บ้านนั้นได้ไม่นาน ที่นั่นก็มีเทศกาลประจำปี คัดเลือก ผู้ขี่คิริน ตามตำนานของหมู่บ้านที่ว่า ผู้ขี่คิรินได้ปราบ มหาปีศาจ และได้ฝากดาบเอาไว้ให้มหาปีศาจดูแล ทุกๆปีผู้ขี่คิรินก็จะไปที่ภูเขาและเอาดาบกลับมา คาโตะ ยาสุโนริ (เอซึชิ โทโยกาว่า) ผู้ที่เคยเป็นมนุษย์มาก่อนแต่มีความแค้นต่อสิ่งที่มนุษย์กระทำไว้ คาโตะมอบชีวิตใหม่ให้กับสิ่งของที่โดนทิ้ง โดยให้ไปรวมร่างกับโยไก จนออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับมนุษย์และโยไกด้วยกันเองจนเกิดเป็นสงครามโยไกที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเหล่า โยไก (โยไกเป็นชื่อเรียกกลุ่มปีศาจชนิดหนึ่งในเหล่าปีศาจที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โอบาเกะ) โชโจ (มาซาโอมิ คนโด) ผู้ถือสารคิริน, กัปปะ (ซาดาโอะ อาเบะ) และเจ้าหญิงแห่งแม่น้ำ คาวาฮิเมะ (มาอิ ทากาฮาชิ) ต่างก็ออกไปต่อสู้กับคาโคะ พร้อมด้วยทาดาชิ สาเหตุในการออกร่วมต่อสู้ในอภิมหาสงครามโยไกของทาดาชินั้น ประการแรกเพราะเขาต้องการช่วยคุณตา โดยไม่รู้ว่านั่นคือการทดสอบคุณสมบัติผู้ขี่คิริน ประการต่อมาหลังจากที่ ทาดาชิได้พบเห็นโยไก ชื่อ ซูเนะโกซูริ เขาก็รู้สึกผูกพันและมันก็โดนสมุนของคาโตะจับตัวไป ทาดาชิได้ร่วมต่อสู้อย่างกล้าหาญ และเชื่อมั่นในเหล่าโยไก แต่เมื่อสงครามผ่านพ้น โดยเขาและโยไกเป็นฝ่ายชนะ กาลเวลาผ่านพ้นไปแล้ว บัดนี้ทาดาชิไม่ได้มีหัวใจบริสุทธิ์อย่างเด็กๆอีกแล้ว เพราะเขาไม่สามารถมองเห็นซูเนะโกซูริ และโยไกตนอื่นๆ ได้อีก… วนิดา

BUTTERFLY (2004)

ใส่ความเห็น

BUTTERFLY (2004)

BUTTERFLYBUTTERFLYBUTTERFLY

คำถาม…หากวันหนึ่ง คุณอยากทำสิ่งที่คุณต้องการ และความต้องการนั้นมีผลกับหลายๆคน และหลายๆด้าน คุณจะเลือกสิ่งใด ระหว่างความต้องการของตัวเอง กับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และทุกคนมีความสุข หากยังหาคำตอบไม่ได้ Butterfly งานของผู้กำกับ Yan Yan Mak อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งให้คุณได้ดู และลองค้นหาคำตอบในใจButterfly หนังรัก (เพศเดียวกัน) เรื่องนี้สร้างมาจากนิยายขายดีของนักเขียนชาวใต้หวัน Chen Hsueh เรื่อง The Mark of the Butterfly ที่ทำให้รู้สึกว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเราต้องการจริงๆ ตัวหนังนั้นตัดสลับไปมา เปรียบเทียบระหว่างความรัก, ชีวิต และอื่นๆ ในวัยเด็กของ ฟลาเวีย (Yat Ning Chan)  และ จิน (Jomon Chiang) กับความรัก, ชีวิต และอื่นๆ ในวัยปัจจุบัน เมื่อ ฟลาเวีย (โจซี่ โฮ) อายุ 30 ที่ตอนนี้เป็นคุณครูในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ความเหมือนในวันและเวลาที่ต่างกัน เกิดขึ้นในวันหนึ่งเมื่อเธอไปซื้อของ และพบเจอกับหญิงสาวคนหนึ่ง ยิป (Tian Yuan) เมื่อดูไปเรื่อยๆ จะพบว่าความรักและสิ่งที่เข้ามามีผลกระทบกับเธอในตอนนี้ ช่างเหมือนความรักในวัยเด็กที่เธอมีกับจินเสียเหลือเกิน และมันดึงเอาความรู้สึกที่หายไปของเธอกลับคืนมา กอปรกับมีปัญหาหลายๆด้าน เข้ามารุมเร้า ไหนจะเด็กนักเรียนในชั้นเรียนของเธอ ไหนจะเป็นครอบครัวพ่อแม่ที่ถึงทางแยก เมื่อสับสน หญิงสาวคนนั้นกลับช่วยให้เธอสบายใจได้อย่างประหลาด ความรู้สึกลึกๆ ที่เธอต้องการก็ได้รับการตัดสินใจแล้ว และเธอกล่าวคำที่สามี หมิง (อีริค ก็อต) ไม่อยากได้ยินมากที่สุด… แม้จะรู้ว่าคำตอบของเธอในคำถามข้างต้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกครรลองครองธรรม และทำให้คนที่รักเธอเสียใจและไม่มีความสุข แต่สุดท้ายเธอก็เลือกความต้องการของตัวเองอยู่ดี… วนิดา

เออเนอะ เรียกว่าคนผิวสีทำไม

1 ความเห็น

*** บทกลอนของเด็กอัฟริกัน ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจาก UN
*** Nominated by >UN as thebest Poem of 2006 –
Written by an African Kid
When I born, I black : เมื่อผมเกิด ผมผิวดำ
When I grow up, I black : เมื่อผมโตขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่
When I go in Sun, I black : เมื่อผมอยู่ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ
When I scared, I black : เมื่อผมกลัว ผมก็ผิวดำ
When I sick, I black : เมื่อผมป่วย ผมก็ยังผิวดำ
And when I die, I still black : และเมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ
And you white fellow : และคุณ…เพื่อนมนุษย์ผิวขาว
When you born, you pink : เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู
When you grow up, you white : เมื่อคุณโตขึ้น คุณมีผิวสีขาว
When you go in sun, you red : เมื่อคุณอยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง
When you cold, you blue : เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน
When you scared, you yellow : เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง
When you sick, you green : เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว
And when you die, you grey : เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา
And you calling me colored?? : และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี ??

Book Conner (unused)

ใส่ความเห็น

เนื่องจากเขียนแนะนำหนังสือเอาไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังมีหนังสือที่ไม่ได้เอาลงในต้นฉบับด้วย จึงขอลงในพื้นที่ส่วนตัวของเรา(อีกแห่งนึง) นี้แล้วกัน

เรื่องนี้เราอ่านกี่ครั้งก็ยังตื่นตาเสมอ เนื่องจากเกี่ยวกับจิตวิทยาที่เราสนใจอยู่แล้ว ประกอบกับเพิ่งได้ดูภาพยนตร์เรื่อง บอดี้ ศพ # 19 มา จึงแนะนำเพื่อนๆใน WordPress เผื่อใครยังไม่เคยอ่าน ลองอ่านเล่มนี้ดูค่ะ

 คุณหมอยอดนักสืบ (Pyscho Doctor Kyosuke Kai) Tadashi Agi : เรื่อง / Shu Okimoto : ภาพ / สำนักพิมพ์บงกชคอมิค / ราคา 45 บาท               

bk000948_vol_03.jpg

ไค เคียวสุเกะ นักจิตวิทยาให้คำปรึกษาสุดเก่ง ที่มาพร้อมกับคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากผู้มีปัญหาทางจิต สำหรับใครที่ชื่นชอบการ์ตูนแนวสืบสวนสอบสวนรับรองว่าอ่านเล่มนี้แล้วไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะพบกับแฟ้มคดีต่างๆ ที่คนไข้มาขอคำปรึกษาปัญหาทางจิตกับคุณหมอ นอกจากร่วมลุ้นระทึกไปกับการไขคดีแล้ว เรายังได้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของโรคที่เรียกกันว่าโรคจิตอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในเรื่องของปรากฏการณ์ดอปเพลแกงเกอร์, โรคไม่อยากนอนหลับ, การเป็นคนมีบุคลิกภาพซ้อน, ความเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ เป็นต้น

                ขออนุญาตให้นักจิตวิทยาคนนี้ได้สอดส่องภายใจจิตใจของคุณ

เรื่องนี้สำนักพิมพ์บงกชเคยเอามาพิมพ์แล้วครั้งนึง สำหรับเล่มนี้จึงเปรียบเหมือนเป็นภาค 2 ของการ์ตูนค่ะ เพราะการ์ตูนได้เปลี่ยนคนวาดไป แต่สำหรับคนแต่งเรื่องยังเป็นคนเดิมค่ะ

หากเพื่อนๆมีเล่มไหนแนะนำก็บอกกันได้ค่ะ

Hello world!

ใส่ความเห็น

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

เป็นได้อยากที่พูดอยู่แล้ว

2 ความเห็น

เมื่อวันเสาร์ได้ไปกับเพื่อนตอนม.ปลาย

เราก็ลากเพื่อนเข้าร้านหนังสือ (อยู่ได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อ) เพื่อนก็ งง เอ๊ะอีนี่อยู่ดีๆลากกูเข้ามาทำไม 555

ระหว่างที่เพื่อนกำลังงง เราก็มองหาหนังสือที่เราเขียนไว้สมัยยังทำงานอยู่กัย SPC Book เราหาหนังสือเจอแล้ว ส่งให้เพื่อน

เพื่อนงงอีก ส่งมาทำไม เราก็บอก เออน่า ดูไปเหอะ

สักพัก เพื่อนมาตบบ่า บอกว่ากูรู้แล้วมึงให้กูดูทำไม

ที่เราให้เพื่อนดูเป็นหนังสือเล่มที่สองที่เขียนกับ SPC

อินเทอร์เน็ตเบื้องต้น

net-basic-create

เพื่อนสอบถามเราเกี่ยวกับหนังสือ และการทำงานนักเขียน

เราก็อธิบายๆ ตอบในคำถามที่เพื่อนเขียน

ระหว่างตอบก็เปิดๆดูในเล่ม ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม เพราะว่า เราเขียนไว้นานแล้ว ตะกะปีที่แล้ว (ช่วงเดือนสิงหาปีที่แล้ว)

โอเค เนื้อหาเหมือนเดิม เราเป็นคนเขียน เราเป็นคนหาข้อมูล

ตั้งใจทำนะ แต่ก็มีแอบวอกแว่ก เล่นซะจนงานช้า แหะๆๆ

***************************

เพื่อนบอกเราว่า ภูมิใจในตัวเรา

เพื่อนบอกเราว่า นุ่นมึงอยากเป็นนักเขียนมาแต่เด็ก ตอนนี้ก็ได้เป็นสมใจแล้ว มุ่งมั่นมากนะ

เราบอกเพื่อนว่า เราอยากเดินทาง ท่องเที่ยว ไปพร้อมๆกับการเขียนหนังสือ เขียนสิ่งที่เราได้พอเห็น ได้ประสบพบ

เพื่อนบอกเราว่า นุ่นมึงได้ทำแน่ สิ่งที่มึงบอกว่ามึงอยากทำ กูเห็นมึงก็ได้ทำทุกที

 

สาธุ๊ เพื่อนดังๆเลย ขอให้เป็นแบบนั้น

เพราะเรายังมีสิ่งที่อยากทำ อยากไป อยากประสบ อีกพอสมควร

*************

คำถาม : เคยน้อยใจตัวเอง หรือเคยนึกท้อบ้างไหม

คำตอบ : เคยซิ บ่อยเสียด้วย

น้อยใจตัวเองเรื่องความรัก

ท้อเรื่องงาน

ความรัก ผ่านมาก็ผ่านไป ทั้งๆที่เราไม่ได้อยากให้ผ่านมาแล้วผ่านไปเสียหน่อย เราอยากให้มีใครสักคนรักเรา อย่างไม่มีเหตุผล

ปกติเราเป็นคนชอบคนยาก และจะนิสัยเสียมากๆ หากคนๆนั้นเป็นคนที่เราไม่ได้ชอบ หรือคนๆนั้นทำให้เรารู้สึกไม่ดี

เช่น เซ้าซี้ บอกในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ หรือสิ่งที่ถ้าเราต้องการทำเราก้อจะทำเอง (ประมาณว่า นุ่นคุยกับคนอื่นบ้างซิ ออกไปเที่ยวบ้างซิ คุยกันมาตั้งนานแล้วอยากเจอ หรือนุ่นมีแฟนซิ ทำไมฟ่ะ คุยกับคนอื่นก็คุยอยู่ทุกวันอยู่แล้ว อยากเงียบบ้างไม่ได้หรือไง ออกไปเที่ยวอยากนอนอยู่ห้องเฟ้ย ถ้าอยากไปเด๋วก้อออกไปเที่ยวเอง แฟน?ทำไมยังรักแฟนเก่าอยู่ผิดตรงไหน จะพูดย้ำๆทำไม)

คือไม่ใช่คนเดียวพูดไง ก้อมีคนพูดแบบนี้กับเราหลายครั้งและหลายคน เพื่อนฝูงก็พูด

จริงๆแล้วเป็นคนดื้อไง มาพูดๆ แล้วก็จะไม่ทำ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าถ้าเราอยากทำเราก็จะทำเอง ไม่ต้องมาบอก

เรารู้นะว่าพวกเขาหวังดี ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงที่ทุกๆคนมีให้เรา

แต่เราเป็นเรา เรารู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่

สิ่งไหนที่จะเกิดขึ้นกับเรา เราขอตัดสินเอง เราขอทำเอง

สมมติมีคนบอกให้เราทำสิ่งๆหนึ่ง เราทำแล้วเกิดพลาด เราจะไปโทษคนที่บอกให้ทำได้ไหม มันก็ไม่ได้ เราโทษใครไม่ได้ เราโยนความผิดให้กับใครไม่ได้

ถ้ามันพลาด ทุกๆคนที่รู้จักเรา จะรู้ไหมว่าเราทำตามคนอื่น เขาก็ไม่รู้หรอก เขาก็ต้องมองมาที่เราแล้วบอกว่า ยี้ทำพลาด ฮิ๊วๆ คนทำพลาด แก้ไขไม่ได้แล้ว อ่ะๆแก้ตัวหรือ ฟังไม่ขึ้น อะไรแบบนี้เป็นต้น

ถ้ามีคนพูดลักษณะนั้นกับเรา เราอยากจะฟังเขาแล้วเรารู้สึกใจในเราเองว่า โอเค กูผิด กูพลาดเอง กูทำตัวเอง กูเจ็บเอง กูช้ำเอง ฯลฯ เป็นต้น

สิ่งที่เราคิดมันเรียกว่า ดื้อ , ดันทุรัง, ย่ำอยู่กับที่ หรือแล้วแต่ใครจะเรียกหรือป่าว

เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เรามีความคิดที่เป็นแบบนั้น มาตั้งแต่จำความได้แล้ว

จริงๆแล้วความคิดแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร

ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ฟังคำคนอื่นหรอกนะ เราฟัง ไม่ต้องน้อยใจนะว่าพูด บอก หรือสอนเราแล้วเราไม่ฟัง ไม่สนใจ ขอให้รู้ไว้ ว่าทุกๆคำที่พูด ที่บอก ที่สอนเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร เรารู้ เราคิดตาม เราเก็บไว้ในความคิดเราตลอด

แต่ เราจะเลือกมาใช้หรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่กับเรา

เราไม่ได้หัวอ่อน เราไม่ได้หัวแข็ง แต่เราเป็นเรา เราเชื่อในตัวเรา หากพลาดมันจะต้องพลาดเพราะตัวเราเป็นคนตัดสินใจเอง

สังเกตตัวเองหลายครั้งเรื่องนิสัยหรือความคิด

เราชัดเจนในทุกๆความรู้สึก

รัก โลภ โกรธ หลง ชอบ เกลียด อยากทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่อยากสิ่งหนึ่งสิ่งใด

หากเราผิดเราขอโทษ หากเราไม่ผิดให้ตายยังไง เราก็ไม่สำนึก

ทุกๆความรู้สึก มันออกมาจากความคิดที่เราคิดแล้ว ว่าไม่ขัดกับความเป็นเรา

ทำไมเราต้องมาบอก เพราะหลายครั้งแล้ว เพราะแบบนี้ เรารู้ว่าเราทำร้ายความรู้สึกของคนอื่น

ขอโทษนะ ที่บางครั้งทำให้หลายๆคนเสียใจ ร้องไห้ แม้กระทั่งแม่ของเรา

มีอยู่วันหนึ่ง เรากลับมาทำงานตอนเช้าหลังจากที่กลับไปบ้าน

แม่โทรหาเราตามกำหนดเวลาที่กะไว้ ว่าเราจะต้องถึงออฟฟิศ

แบตโทรศัพท์เราหมด แล้วโชคไม่ดี รถติดทั่วทุกมุมกรุงเทพ เราไปถึงออฟฟิศ 11 โมง

เราเปิดโทรศัพท์ เห้นเบอร์ที่บ้านโทรมา ก็โทรกลับไป แม่บอกทำไมกูโทรหามึงไม่ติด แล้วมิเกลโทรหายัง แม่โทรไปหามันว่าทำไมมึงยังไม่โทรมาหาซักที

เรารู้นะว่าแม่ห่วงเราโคตรๆ แต่นะ ทำไมฟ่ะ โทรไปโวยวายกับเพื่อนทำไม เพื่อนมันไม่ได้มาอยู่กับเราตลอด 24 ซักหน่อย

เราพูดไม่ดีกับแม่ เรารู้ หลังจากเราโทรหาเพื่อนเราเส็ด เราก้อโทรไปหาแม่อีกรอบ บอกว่า ตะกี้หนูพูดไม่ดีเลยโทรมาใหม่ แม่บอก เออ กูกำลังทำอารมณ์อยู่นะ เราก้อบอกไปในเหตุผลที่เรามีว่าคราวหลังไม่ต้องโทรไปหาใครอีก มันไม่มีประโยชน์หรอก เพราะอยู่คนเดียว

บอกว่าเราดูแลตัวเองนะ ไม่ต้องห่วง แม่พูดมาประโยคเดียว

"ถ้ามึงมีลูกแล้วจะรู้ว่า คำว่าห่วงมันเป็นยังไง"

โห โคตรคำคม 

เรารู้ว่าแม่ห่วง หวง เรามากๆๆ

แต่นะ ไว้ใจลูกหน่อยได้ไหม เลี้ยงลูกมาขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่ไว้ใจ

อยู่กรุงเทพมาก็ 5-6 ปี โอเค แค่ 5-6 ปีมันยังน้อย แต่เราก็รู้ว่าอะไรผิดถูก ควรไม่ควร อย่างน้อยเรารู้ในสิ่งที่แม่ไม่รู้ แม่ไม่เคยเจอ

แต่มองในมุมกลับ เราก็รู้เหมือนกันว่าแม่เห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น แม่เจอในสิ่งที่เราไม่เคยเจอด้วยเช่นกัน

แต่จะทำไงให้แม่รู้สึก ครึ่งๆ กับเราบ้าง รู้ว่าเราเด็กเสมอในสายตาพ่อแม่ แต่นะ ครึ่งๆ รู้จักป่ะ

แล้วไอ้เรื่องฝากฝังเรากับคนนู้นคนนี้ แม่ไม่ต้องฝากฝังหนูหรอก คนอื่นเขาลำบากใจกันทั้งนั้น เรารู้ว่าผิดถูกคืออะไรนะ เราไม่ทำตัวเหี้ยให้พ่อแม่ต้องผิดหวังหรอก ถ้าเราจะเหี้ยคงเป็นไปนานแล้ว แหมก่อนน้องชายเราเกิด ทำยังกับครอบครัวอบอุ่นนัก เหี้ยตอนนั้นละเหมาะนัก อ้างไปซิว่า ครอบครัวไม่อบอุ่น ทำไมเราไม่ทำละ  เพราะเรายังมีสิ่งต่างๆที่อยากทำ อยากไปเยอะแยะ โลกแค่นี้ยังมีอะไรให้เราต้องเจอ ทั้งดีและไม่ดี ไม่ตายก่อน ทุกคนต้องเจอกันทั้งนั้น เราจะทำให้ตัวเองหมดอนาคต ทำไมกันละ 

 

หูย พล่ามซะยาว มันอึดอัดนะ ไม่รู้จะพูดกับใคร

เพราะเราก็อยากอยู่นิ่งๆ อยู่เงียบๆ อยู่เฉยๆ

ปล. เพื่อนผู้หญิงทำไมมันเข้าใจอะไรยากกันจังวะ สาดดด ไม่เจอกันนาน ทำไมไม่ถามละว่าเป้นอย่างไร ทุกข์สุข ดีไหม ถามทำไมวะ ว่ามีแฟนหรือยัง ห่าไม่มีอะไรจะถามแล้วเรอะ ไม่ใช่ว่าเรากำลังอกหักแล้วไม่อยากให้ถามนะ แต่แบบ บ้ากันหรือไง จริงๆแล้วถามเรื่องแฟนเพื่อเอาไปเทียบกับตัวเองใช่ไหมละ

ผู้หญิงก้องี้ทั้งนั้น งี่เง่า เจ้าปัญหา ทำตัวให้วุ่นวาย เรื่องแฟน เรื่องเงินเรื่องทอง จะต้องอยากรู้อยากเห็น

เราก็เป็นนะไอ้พฤติกรรมที่เราพิมพ์ไว้ข้างบน แต่เราไม่ได้แบบว่ากูจะต้องรู้เรื่องของเพื่อนๆ ทุกคน ในทุกๆเรื่อง  เราเข้าใจว่าคนเรามันก็อยากมีเรื่องที่บอกใครไม่ได้ หรือเรื่องที่อยากรู้สึกคนเดียวบ้าง ไอ้ที่เขาเรียกกันว่าพื้นที่ส่วนตัวน่ะ ไม่ใช่อะไรๆก็จะมาป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้หมด

ประสาท

จบการพล่ามครั้งที่ 1

Test Test

1 ความเห็น

พอดีว่าลงโปรแกรมช่วยการอัพเดทเว็บบล็อก โปรแกรมที่มีชื่อว่า Window Live Writer

กว่าจะลงได้ ค่อนข้างวุ่นวายดีทีเดียว

เอาเป็นว่าตอนนี้ลงได้แล้ว

และเราก็จะไปลงโปรแกรมที่คอมของเราบ้าง

 

จบการ Test แต่เพียงเท่านี้

ไปรษณีย์

2 ความเห็น

วันนี้ฉันไปส่งหนังสือให้พี่วิภว์ที่ไปรษณีย์แถวออฟฟิต ไม่รู้คิดไปเองหรือป่าว แต่ว่าก็หลายครั้งแล้วอ่ะ พนักงานไปรษณีย์ผู้หญิงคนนึง สังเกตุเวลาเราเข้าไปซื้อซองจดหมาย ไม่ว่าก่อนหน้านั้นเธอจะยิ้มให้ใครก็แล้วแต่ พอเราไปซื้อซองหรือถามอะไรกับเธอ ไม่รู้เป็นยังไงซิน่า เจ๊แกจะต้องหุบยิ้ม แล้วส่งสีหน้าตูดๆ มาให้เราทันที คือสังเกตุหลายครั้งแล้วไง ก็ไม่อยากจะมีอคติกับเจ๊แกหรอกนะ
คือไม่เข้าใจ หน้าเรามันเปล่งรัศมีกวนตีนเจ๊ หรือเปล่งรัศมีความน่ารังเกียจออกไปหาเจ๊แกหรืออย่างไรไม่ทราบ
แม่มๆ คุณเป็นพนักงานบริการประชาชนนะ ทำไมถึงเลือกที่รักมักที่ชังละ ยิ้มให้กับผู้ชาย หรือผู้ใช้บริการคนอื่นได้เหรอ แต่ยิ้มให้ฉันไม่ได้หรือไง
พอพอ…..ยิ่งพูดย้ิ้่งจะหงุดหงิดเอง  เอาเป็นว่าเจ๊แกคงเริ่มยิ้มแย้มมากขึ้น ดูจากวันนี้ (ก่อนหน้าที่เราจะจ่ายเงินก้อทำหน้าตูดใส่เรา) แต่พอเราเอาเงินไปจ่าย เขาก็พูดดีนะ ยิ้มให้เราด้วย ก็โอเค
ที่เรามาบ่นๆ เพราะเราไม่ชอบแบบนี้ไง เราเป็นผู้มาใช้บริการ โอเคคุณอาจจะเหนื่อย แต่ผู้ใช้บริการก็อยากได้รอยยิ้มกลับไปเหมือนกัน  

Older Entries

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.