แท็กซี่ ใจดี

1 ความเห็น

สวัสดีตัวฉันเอง
วันที่ 25 เมษายน 51
เวลาประมาณ 21.00 น.
              หลังจากนั่งกินส้มตำ บลาๆ กับน้องดิว น้องปุ้ม-ปุ้ย เสร็จแล้ว ด้วยความเผ็ดเหลือแสนของส้มตำปลาร้า (ที่ฉันอุตส่าห์วงเล็บไว้ว่า ไม่เผ็ดค่ะ) ผลของความเผ็ดทำให้ฉันดื่มน้ำมากกว่าปกติ จากเหตุดังกล่าว เป็นเหตุให้ ฉันปวดฉี่ มั่กๆๆ
 หลังจากแยกย้ายกันกลับไปทางใครทางมัน 555+ ฉันยืนรอรถเมล์ 524 ที่ชอบไม่จอดเวลาฉันโบกรถ รออยู่นาน จำได้เลาๆว่า รถเมล์คันสุดท้ายที่ออกจากสนามหลวง จะออกตอนสามทุ่ม มองนาฬิกา ออกตอนสามทุ่ม จากสนามหลวงมาป้ายแบงค์ชาติ เบ็ดเสร็จ ไม่เกิน สามทุ่ม ยี่สิบนาที
             ระยะเวลากระชั้นเข้ามาแล้ว ฉันปวดฉี่ รถก็ยังไม่มา ในหัวฉันครุ่นคิด "ถ้าโบกแท็กซี่ เรียกไปหอเลยมันจะเร็วไหมว่ะ" คิดไปคิดมา เอาว่ะ โบกแท็กซี่คันแรก ฉันบอกจุดหมายปลายทางที่เขาต้องไปส่ง คนขับคิดพอเป็นพิธี พลันนั้นเองก็ส่ายหน้า เป็นคำตอบบอกฉันว่า "กูไม่ไป มันไกลสาดดด" โอเคไม่เป็นไร
            จากนั้น ในหัวฉันก็คิด "หรือกูจะรอรถเมล์ดีกว่า สาดดด ปวดฉี่โว๊ยยยย" บัดนี้ร่างกายมีอิทธิพลเหนืออำนาจของจิตใจ และกระเป๋าสตางค์ ฉันโบกแท็กซี่คันที่สอง บอกจุดหมายปลายทาง ในความมืด ฉันเห็นคนขับแท็กซี่หน้าโหดว่ะ คนขับใช้เวลาคิดไม่นาน ก็พยักหน้า โอเค ได้ไปแล้ว (รอดตาย)
           ลุงคนขับถามว่า ให้ไปเส้นไหน ฉันบอกทางตามที่ฉันคุ้นเคย และลงท้ายย้ำว่า ไปทางไหนก็ได้ที่มันเร็วๆอ่ะค่ะ สิ้นเสียงฉัน ลุงแกบอกว่า ผมก็อยากเร็วเหมือนกันครับ รู้ไหมเพราะอะไร "ผมปวดฉี่"
 แม่เจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ยยยยย หนูก็ปวดเหมือนกันเลยค่ะ ลุงแกเล่าเสริมอีกว่า ฉันเป็นคนที่ 3 แล้วที่แกรับโดยสารมา แกก็อยากรีบเพราะปวดทนไม่ไหว รถขับไปเรื่อยๆ ลุงแกบอกจอดปั้มดีกว่า ดีไหม ฉันพยักหน้าหงึกๆๆ ดีมั่กๆเลยค่ะ
          รถแท็กซี่จอดปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ลุงบอกผลัดกันเข้านะ แต่ต้องอยู่ในรถ อย่าทิ้งรถไว้เฉยๆ แกให้ฉันเข้าก่อน พอฉันปลดระเบิดที่แขวนอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเสร็จแล้ว ก็รีบเดินมาที่รถ ครั้งนี้ลุงจะไปปลดระเบิดบ้าง แกบอกอย่าให้ใครมาขับรถไปนา (ใครจะปล่อยให้มันขับไปละคร๊าบ) ว่าแต่ลุงกลัวคนอื่น ลุงไม่กลัวหนูขับรถลุงไปเรอะ 555+
           ฉันถามว่าล็อกรถไว้ไม่ได้เหรอ (ในใจคิด ถ้าลุงมึนดับเครื่องรถ ก็เสร็จโจร ค่ารถคิดใหม่) แต่ลุงไม่มึนไง แกก็บอกวิธีล็อกและเปิดประตูรถให้ฉัน พอแกกลับมา ฉันเปิดประตูให้ได้ แกบอก "เอ้ออ ทำเป็นแล้วนี่" !?!?
 หลังจากขับออกมาจากปั้ม เราสองคนก็คุยกันไปเรื่อย 555 ลุงเปิดประเด็นถามฉันทำงานอะไร ฉันก็บอกทำงานหนังสือนะฮ๊า ลุงไม่เคยอ่านหนังสือที่ฉันทำด้วยแหละ 555 หลังจากนั้นแกก็เล่าเรื่องลูกสาวแก ยาวไปถึงเรื่องมง เมีย ไอ้ฉันก็ชอบคุยไง ลุงเปิดประเด็น ฉันก็ต้องต่อ
           คุยกับไปคุยกับมา ลุงแกก็พูดถึงการใช้ชีวิตของลูกผู้หญิง เรื่องหาคู่ครอง (อันนี้บอกเหมือนพ่อฉันเลย) แกก็บอกเป็นลูกผู้หญิงอย่ากลับดึกดื่นนะ บลาๆ ยาวไปๆ
           คุยกันไปจนถึงหอ แกยังตบท้าย "จำไว้นา ลูกผู้หญิง จะหาคู่ครอง ต้องดูนานๆ"
 ฉันเล่าให้เพื่อนรูมเมทฟัง มันก็ว่า โชคดีเจอแท็กซี่ใจดี ซึ่งฉันก็เห็นด้วย นอกจากฉันจะเจอคนใจดีแล้ว ฉันยังได้ความประทับใจกลับมาอีกด้วย อย่างน้อย แท็กซี่ก็มีดี และมีชั่วนะ
          คุณลุงบัลลัง หนูจะจำคุณลุงไปจนแก่เลยค่ะ ขอให้ลุงโชคดีนะคะ

กับดักวิถี

ใส่ความเห็น

กับดักสัตว์ไทยประดิษฐ์ ภูมิปัญญาชาวบ้าน กับดักวิถี

พรศิริ บูรณเขตต์ : เขียน / สำนักพิมพ์มติชน / 230 บาท

          ช่วงสงกรานต์ของทุกปี ฉันจะกลับบ้านต่างจังหวัด ไปทำบุญตามประเพณี ที่นานทีปีหนฉันจะทำบุญกับชาวบ้านเขาสักที นอกจากนี้แล้วก็ไหว้บรรพบุรุษที่ตอนนี้เหลือไว้แต่ชื่อให้ลูกหลานกราบไหว้ และบุพการีที่ยังมีชีวิต ฉันทำเป็นประจำทุกปี แม้ใจจะอยากอยู่กรุงเทพ เที่ยวสาดน้ำกับเพื่อนมากกว่าก็ตาม

          เมื่อกลับมาบ้าน ร่วมประเพณีที่มีมาแต่โบร่ำโบราณแล้ว ใจมันก็สงบอย่างไม่น่าเชื่อ ครั้นทำบุญที่บ้านเกิดเสร็จแล้ว ก็ต้องไปทำบุญที่บ้านของคุณยายด้วย เป็นประจำทุกปี

          บ้านของคุณยายนั้น อยู่ ณ ท้องทุ่งนาค่ะ เรียกได้ว่าเป็นชาวชนบท ปลูกข้าวตัวดำ แต่ตอนนี้อะไรๆ มันก็ทันสมัยแล้วละคะ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆก็เข้ามาแทนที่วิธีธรรมชาติ

         ในวันที่ฉันเดินทางไปบ้านยาย อ่านหนังสือ กับดักสัตว์ไทยประดิษฐ์ ภูมิปัญญาชาวบ้าน กับดักวิถี เล่มนี้ก็ให้คิดถึงคืนวันเก่าๆ เล่มที่ว่านี้กล่าวถึงเครื่องมือในการดักจับสัตว์ เพื่อเอามาทำเป็นอาหารในสมัยก่อน อุปกรณ์เหล่านั้น คิดและประดิษฐ์ออกมาด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมรวบอยู่ใน พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี ในจังหวัดพิษณุโลก กับดักทุกชิ้นรวมรวมและสะสมมากว่า 20 ปี โดย จ่าสิบเอก ทวี บูรณเขตต์ และเขียนขึ้นโดยลูกสาวของเจ้าของพิพิธภัณฑ์ พรศิริ บูรณเขตต์                   “เครื่องมือดักสัตว์ในวิถีชาวบ้าน สะท้อนความรู้สึกของผู้คนกับการพึ่งพาธรรมชาติอย่างพออยู่พอกิน”

           เครื่องมือแต่ละอย่าง บางอย่างเรียบง่าย เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  บางอย่างลึกซึ้ง เปี่ยมไปด้วยพลังเทคโนโลยีในตัวของมันเอง กลวิธีก็มีหลากหลาย ทั้งใช้เหยื่อ และไม่ใช้เหยื่อ กับดักใช้เวลากลางวัน บางอย่างก็ใช้ได้แต่เฉพาะกลางคืน ทั้งหมดนี้คือภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่นับวันจะถูกลืมเลือน เพราะผู้คนหวังพึ่งแต่เทคโนโลยี 

           ช่วงปิดเทอมตอนยังเด็ก ฉันอยู่บ้านยาย ทุกเช้าตรู่น้าจะปลุก และพาฉันออกไปตามเก็บปลาจากอุปกรณ์จับปลาที่เขาขึงเอาไว้เมื่อคืน ได้ปลามาเป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งน้ำในคลองก็มีมากจนล้นตลิ่ง ชีวิตในตอนนั้นฉันช่างแข็งแรง และมีความสุขยิ่งนัก

*วนิดา

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.