คู่มือทำความเข้าใจ NiDA MAilO

2 ความเห็น

ได้รับ tag คู่มือทำความเข้าใจ… มาจากเพื่อนหนุ่ม seamsee จริงๆก็กำลังคิดทบทวนตัวเองอยู่เหมือนกัน เนื่องจากตอนนี้ เริ่มคิดมาก คิดไปหมด เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของตัวเอง การงาน ทำอะไรถึงจะดี ทำอะไรตัวเองถึงจะพอใจ หรือจริงๆแล้วตัวเองเป็นคนไม่มีอะไรเลย จับจด เอาดีทางไหนก็ไม่ได้ แล้วเร็วๆนี้ แม่ก็พูดอีกว่า เราเป็นคนอารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย ทำไมเราต้องไปอารมณ์เสียใส่แม่ ด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ หรือไม่ก็เอาความหงุดหงิดของตัวเองที่เกิดจากคนอื่น ไปลงกับแม่
ปกติเป็นคนเขียนไดอารี่ เขียนทุกอย่างที่เป็นเรื่องดี เรื่องไม่ดี ทั้งเกิดกับเรา และเรากระทำต่อคนอื่นอยู่แล้ว และเพราะคำพูดแม่ ทำให้เราหยุดคิดอีกครั้ง เช้าวันที่โดนแม่ด่า นั่งคิดทั้งวัน ว่าแต่ก่อน เราเป็นคนยังไง นิสัยยังไง มันมีอะไรที่แย่ๆ กระทำ ต่อคนอื่น และเราไม่รู้สึกว่ามันผิด มันไม่ดี มีอะไรบ้าง
เมื่อได้ tag จากเซียม จังหวะดี
 
เริ่มเลยละกัน คู่มือทำความเข้าใจ Nida MAilO
 
หมวดส่วนตัว
1. ชื่อวนิดา แก่นจันทร์ ชื่อเล่น นุ่น เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ที่คนมักไม่เชื่อว่ามึงจีนกับเขาด้วยหรอ หน้าไทยขนาดนั้น
2.คำทักทายเวลาเจอเพื่อน จะทักว่า "(ชื่อเพื่อน)ดีจ้า" และคำพูดติดปากของเราก็คือ คำอะไรก็ได้ แล้วลงท้ายด้วย "จ้า"
หมวดการเรียน
3. เรียนจบจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน สาขาวิทยุและโทรทัศน์ (เอ็นสะทรานซ์ได้มา 555)
4. ในระหว่างเรียนปี 1 ยังสับสน ว่ากูจะเรียนอันนี้ไปเพื่ออะไร อุตส่าห์หนีฟิสิกส์ เคมี ชีวะ วิชาคำนวณ เข้าไปปี 1 เจอเลย ติดเอฟด้วย บากะมั่กๆ แล้วเพื่อนสนิทก็ชวนไปงาน RVS Fun Fair จัดที่สวนลุม ก็ไปกับมัน เออเว้ย ประทับใจงานนี้มั่ก การทำงานกับพวกดารา อยู่เบื้องหลัง มันคงเป็นความสุขของเรานะ หลังจากกลับจากงานนี้ ก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนๆเล่นๆอย่างจริงจัง
 
หมวดงานอดิเรก ของสะสม
5. เราชอบอ่านการ์ตูนมาก มาก ถึงมากที่สุด ตอนปี 1 ใต้หอมีร้านการ์ตูนเช่า เสร็จโจร เช่าการ์ตูนบ่อยจนสนิทกับคนเฝ้าร้านที่เป็นหลานเจ้าของ ตอนหลังมันก็เลยฝากให้เราไปเฝ้าร้านแทน ได้เงินค่าขนม แถมอ่านการ์ตูนฟรี
6. ชอบอยู่ห้องมากกว่าเดินห้าง หรือถ้าต้องออกไปไหน ก็จะไปร้านหนังสือ กับร้านเช่าการ์ตูน
7. เนื่องจากชอบอ่านหนังสือ และการ์ตูน จึงสะสมหนังสือ กับการ์ตูนไปโดยปริยาย หนังสือที่ซื้อมา พยายามอ่านให้จบทุกเล่ม ส่วนการ์ตูนอ่านจบเรื่องละหลายตลบ
8. ของสะสมอื่นๆ ก็มีโปสการ์ด, สมุดบันทึก, แสตมป์
9. ชอบดูหนัง สยอง เลือดสาด เลือดตกยางออกมากๆ 555 หนังแนว horror นั่นแหละมากๆ เพราะตอนเด็กๆ พ่อไม่ชอบดูหนังไทย หนังฝรั่งรักหวานซึ้ง แต่พ่อชอบดูหนังผี สยองเกรดบี หนัง เฉินหลง หนังเจ็ทลี หนังแอ็คชั่น อะไรเทือกนี้ ทำให้ตอนเด็กเราติดนิสัย ไม่ชอบดูหนังไทย หนังฝรั่งรักหวานซึ้ง หรือฝรั่งเพื่อชีวิต คัมมิ่ง ออฟ เอจ เท่าไหร่นัก มาตอนเรียน ดูหนังหลากแนวมากขึ้น แต่ก็ยังน้อยอยู่ดี พอมาทำงาน นี่ดูหนังเยอะกว่าเดิมละ หนังไทยนี่ดูเยอะขึ้นละ
 
หมวดการงาน
10. เรียนจบปริญญาในพ.ศ. 2549 งานแรกที่ได้ทำในชีวิต คือบริษัท SPC Book ตำแหน่งนักเขียน ในระหว่างทำ เขียนหนังสือ ไปแล้ว 2 เล่ม เกี่ยวกับ อินเตอร์เน็ต และโปรแกรม Chat (ที่ตอนนี้ก็ลืมวิธีใช้โปรแกรมแชทไปหมดแล้ว) ทำอยู่ 4 เดือน ไม่ผ่านโปร เพราะตัวเองทำตัวเอง เนื่องจากเพิ่งจบ ยังติดเล่นอยู่มาก ทำงานช้า
11. งานที่สอง ทำบริษัทไอซ่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์ สมัครเข้าไปในตำแหน่ง เขียนบท แต่เขาให้ไปทำตัดต่อ ซะงั้น ทำประจำอยู่ประมาณ 4-5 เดือน หลังจากนั้น บริษัทปลดพนักงานออกเพราะไม่มีเงินจ่าย เราก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่พี่ที่คิดรายการ ดึงตัวเราไปทำตัดต่อฟรีแลนซ์ รายการท่องเที่ยว ตอนทำฟรีแลนซ์นี่ เขาให้เราไปเป็นหน้าม้า พิธีกรรับเชิญด้วย 5 เทปแน่ะ เพราะเราส่วนหนึ่งที่ทำงานช้า อีกแล้ว สุดท้ายรายการก็ไม่ได้ทำต่อ หรือทำต่อ แต่เราไม่ได้เป็นคนตัดต่อแล้วละ เพื่อนบอกเห็นมึงในโทรทัศน์ด้วย รายการอะไรสักอย่าง ฮา (ตอนนี้ไอซ่ายังเปิดทำการอยู่)
12. งานที่สาม ที่ยังทำมาจนทุกวันนี้ คือ นิตยสาร Starpics เข้ามา พี่เขาบอกสโคปงานแล้ว แต่สุดท้าย ของสตาร์พิคส์ในส่วนที่ต้องอีดิทบทความง่ายๆ ก็ไม่ได้ทำ (ไม่มีความสามารถ) พอดีกับที่มีนิตยสาร Let’s เราได้รับผิดชอบคอลัมน์ Let’s Talk สัมภาษณ์ๆ กับหน้าที่ดูแลจิปะถะ เอ่อ อันนี้คงแนวๆเลขาบก.ซันมั้ง 5555
13. ตอนนี้เหนื่อยงาน แต่ทำที่นี่มันก็สบายใจดีอยู่นะ แต่เราก็อยากออกไปทำงานอื่น หาประสบการณ์บ้าง
หมวดสัตว์เลี้ยง
14. เราชอบแมวมาก จนทำให้คนอื่น คิดว่าเราเกลียดหมา เปล่าเลย หมา แมว ชอบ รัก เหมือนกันหมด เราเกิดมา จำความได้ ก็มีหมา กับ แมว ให้เล่นอยู่ที่บ้านแล้วอ่ะ
15. มาม่า, ไวไว ชื่อหมาที่บ้าน ที่เราเห็นตั้งแต่เราเกิด โดนอีมาม่ากัดด้วย เพราะเราไปเล่นกับอา มันหวงอาเราน่ะ
16. จำชื่อแมวที่เราเห็นตั้งแต่เกิดไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่า แมวตัวนี้ นวดหลังให้ย่าได้ด้วย และมันชอบกินน้ำกล้วยบวชชีคลุกข้าว
17. มีหมา แมว อยู่ในครอบครอง ครั้งแรก น่าจะตอนอยู่อนุบาล เป็นหมาพันธุ์อะไรไม่รู้ ตัวผู้ เราเรียก พี่หมี พร้อมแมวอีก 4 ตัว ตายไปจนเหลือ 1 ตัว เป็นตัวเมีย เรียกว่า เหมียว (ตั้งชื่อโคตรง่าย)
18. ในระหว่างนี้ พ่อได้หมาอัลเซเชี่ยนผสมพันธ์ทาง ชื่อ โจดี้ มาเฝ้าบ่อปลา กับไปเก็บหมาจรจัด พันธุ์ไทยหลังอาน สีดำ ขนสำลี ตัวเมีย เราเรียกสำลี มาอยู่ที่บ้านด้วย
19. พี่หมีป่วยตาย หมอรักษาไม่เก่ง วินิจฉัยโรคไม่ขาด สุดท้ายเอายามาฉีดรักษา แต่หมากูตายซะงั้น ส่วนเหมียวอยู่กับเราจนถึงม. 2 ก็โดนงูหลามคาบไปแดก จำได้จนทุกวันนี้ เพราะคืนที่มันโดนกิน เราเปิดห้องให้มันออกไปเอง T__T พ่อบอกว่า เห็นเอ็งเปิดให้มันออกมา แล้วก็ไม่กลับมาเลย T__T
20. โจดี้ ป่วยตายอีกตัว หมอไม่เก่งได้อีก รักษาหมาตายไปสองตัว แม่เล่าให้ฟังว่า โจดี้ เดินไปตรงบ่อหน้าบ้าน ร้องงี้ดๆ พอเห็นแม่กับพ่อเดินไปดูมัน ก็มองหน้า แล้วกระโดดลงน้ำไปเลย โอ๊ว มาย ก็อดดดด หมาฆ่าตัวตาย พ่อตกใจ ลงไปลากมันขึ้นมา แต่ก็ตาย ฝังมันไว้ใกล้ๆ พี่หมี โคนต้นอะไรไม่รู้
21. หลังจากโจดี้ตาย สำลี เหมือนหลุดจากพันธนาการ (โจดี้อยู่ สำลี้ไม่มีสามีค่ะ เพราะโจดี้กัดหมานอกบ้านแหลกลาญ) สำลีมีลูกหลังจากโจดี้ตายไม่นาน ครอกแรก เจ๊แกซัดลูกไป 9 ตัว แม่เก็บไว้ 2 ตัว ตาย 1 ตัว (พ่อขับรถ แล้วมองไม่เห็นมัน ทับกลางตัวตายเลย T___T) ที่เหลือปล่อยวัด T__T ส่วนสำลี ให้เพื่อนพ่อ เอาไปเลี้ยง
22. ลูกลำลี ที่แม่เก็บไว้ ตัวนึงชื่อ ดุ๊กดิ๊ก กับ ทัดเทา ทัดเทาน่าร๊ากกก แสนรู้กับเราคนเดียว แต่ป่วยตายอีกแล้วคับท่าน T___T ส่วนดุ๊กดิ๊กยังอยู่ดี
22. ระหว่างที่ทัดเทา ดุ๊กดิ๊กยังเด็ก พ่อเห็นแมวหลงจากมาไหนไม่รู้ ก็เลี้ยงเอาไว้ และมันก็ออกลูก ครอกแรก มี 4 ตัว คือ ไมโล, โอเลี้ยง, เหลือง และ ลาย 3 ตัวหลัง หายออกจากบ้าน เหลือไมโลตัวเดียว ครอกสอง คลอดมากี่ตัวไม่รู้ แต่ตาย และไม่นาน แม่แมวก็ตาย
23. ตอนนี้ที่บ้านมีหมา 2 คือดุ๊กดิ๊ก กับ แจ็ค แจ็คเป็นหมาของย่า ย่าเสียแล้ว จึงมาอยู่บ้านเรา จริงๆ มันก็เดินไปเดินมา ระหว่างบ้านย่า กับบ้านเราอะนะ กับแมว 1 คือ ไมโล ที่ตอนนี้ครอบครองบ้าน และใจพ่อแม่เรา ไปแล้ว
หมวดกิน
24. ไม่ใช่คนที่มีความสุขกับการได้กิน หรือเสาะแสวงหาของแปลกๆ
25. ชอบกินก๋วยเตี๋ยว หรืออาหารที่เป็นเส้น เช่น สปาเก็ตตี้ มักกะโรนี
26. เป็นคนติดการกินอะไรซ้ำๆ เช่น วันนี้กินก๋วยเตี๋ยว วันต่อไป ก็กินอีก และจะกินซ้ำกันไปแบบนี้ นานจนกว่าจะมีอะไรมากระทบความอยาก เราก็จะไปกินสิ่งนั้นแทน (แล้วก็กินซ้ำๆอีกนั่นแหละ)
27. ชอบกินไอติม ตอนมัธยม กินไอติมได้วันละ 3 อันขึ้นไป ทุกวัน
28. ชอบกินหมูสับทอด, ต้มกระหล่ำปลียัดไส้หมู, ต้มมักกะโรนี (เอาไว้กินตอนป่วย) ทุกอย่างนี้ ต้องแม่ทำเท่านั้น 555
29. ชอบกินช็อคโกแลต อะไรก็ได้ ไม่เน้นยี่ห้อ ขอให้เป็นช็อคโกแลตก็พอ
30. ไม่ค่อยได้เดินห้าง ทำให้ไม่สันทัด การกินอาหารตามร้านในห้าง ตั้งแต่ทำสตาร์พิคส์ ก็กินเชสเตอร์กริลล์ ฮะจิบังหลายครั้ง ส่วนฟูจิ โออิชิราเมง กินครั้งเดียว อย่างอื่น ยังไม่เคยกินเลย เหอๆๆๆ บ้านนอกจัด
 
 
คู่มือ เขียนได้เท่านี้ ยังมีอีกบางแง่มุม ที่อยากเขียนคู่มือ ให้เข้าใจเรามากขึ้นกว่าที่เป็นนิดหน่อย แต่เอาไว้โอกาสหน้านะคะ
 
 
วนิดา แก่นจันทร์
 
 

ภาพยนตร์แห่งปี 2551

ใส่ความเห็น

ภาพยนตร์ในดวงใจ

Tokyo Tower: Mom and Me and Sometimes Dad, The Dark knightต่างกันในเนื้อหา แต่เหมือนกันในอารมณ์สุดท้ายเมื่อดูจบ

          หนังในดวงใจอันดับหนึ่ง คือหนังทั้งสองเรื่องนี้ค่ะ ซึ่งทั้งคู่สูสีคู่คี่กันมาก แม้เนื้อหาของหนังจะต่างกัน แต่เมื่อดูจบแล้ว อารมณ์ความรู้สึกสุดท้าย เหมือนกันเลยค่ะ

Tokyo Tower ทราบมาบ้างแล้วว่า ที่ญี่ปุ่นมีเป็นซีรี่ส์ ซึ่งก็ฮิตถล่มทลาย คนดูหมดน้ำตาไปเป็นปี๊บๆ ส่วนตัวแล้วเพิ่งมาได้อ่านอันที่เป็นนิยาย ก่อนที่จะดูภาพยนตร์ไปไม่นานเองค่ะ ฉบับนิยายเรียกน้ำตาได้มากทีเดียว พอมาดูเป็นหนัง ก็เรียกน้ำตาได้อีก ฉะนั้นความรู้สึกสุดท้ายของเราก็คือ ซึ้ง เศร้า และกลับมาคิดต่อว่า เราทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้างหรือยัง เราหันกลับไปมองคนใกล้ตัวอย่างแม่พ่อบ้างหรือยัง และเรามองชีวิตของเราต่อไปเป็นอย่างไร

The Dark Knight เป็นอีกเรื่องที่ชอบพอๆกัน หนังที่ทำให้อยากดู ฮีท เลดเจอร์ ในเวอร์ชั่นเกย์บ้าง การแสดงของฮีท ทำให้ระหว่างดู ไม่ได้สนใจอะไรในตัวแบทแมนเลย สายตาจับจ้องไปที่โจ๊กเกอร์ พินิจพิเคราะห์ การแสดงที่ฮีทได้แสดงออกมา แม้แต่เราที่เป็นคนดู ก็ยังเครียดไปกับบทบาทของโจ๊กเกอร์ เรียกได้ว่า บทบาทสุดท้ายของฮีทนั้น อยู่ในใจของคนดูหลายๆคน หรือทุกคน อย่างแน่นอน เมื่อดูจบเราย้อนกลับมาคิดต่อว่า บางครั้งอุดมการณ์ ความเชื่อที่เราเชื่อก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป บางทีมันอาจถูกมนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อทำให้สิ่งร้ายๆที่เราทำ นั้นดูถูกต้อง ก็เป็นได้

 

Kung Fu Panda, Well-E, Hell boy II: The Gloden Army -อนิเมชั่น และเอฟเฟ็คท์สุดอลังการ

          อนิเมชั่นในปีนี้ นอกจากจะทำออกมาน่ารัก น่าหยิกแล้ว ยังแฝงประเด็นสะท้อนสังคม ให้เราเอามาขบคิดต่อได้อีก  

          Kung Fu Panda แค่เห็นภาพโปสเตอร์ก็อยากดูแล้ว ยิ่งดูตัวอย่างหนังก็อยากดูมากขึ้นอีก พอดูจริงๆ น่ารักตายไปเลย แม้พล็อตเรื่องจะออกแนวหนังตามสูตร แต่ผู้สร้างก็สามารถทำให้เราติดตามดูตั้งแต่ต้นจนจบได้ ส่วนหนึ่งคงเป็นคาแรคเตอร์ โพ หมีแพนด้าริอาจอยากเรียนกังฟู ที่มามัดใจเราไว้อย่างอยู่หมัดละมั้ง

            Well-E อนิเมชั่นที่ชกหน้านายทุน และผู้ที่ติดอยู่ในกระแสของความสะดวกสบาย ได้อย่างอยู่หมัด หากเปรียบเป็นมวย Well-E ก็คงชนะน็อกตั้งแต่แรกที่ออกหมัด ไม่ว่าเราจะได้ดูอนิเมชั่นเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ควรพึงสำนึกอยู่เสมอ ควรจะเป็นการทำสิ่งต่างๆให้อยู่ หรือเอื้อต่อธรรมชาติบ้าง ใช่หรือเปล่า บางครั้งเราก็พัฒนาสิ่งต่างๆรอบตัวมากจนเกินพอดี จนลืมมองไปยังธรรมชาติที่ถ้าหากไม่มีสิ่งนี้ ก็คงไม่มีเราอยู่ทุกวันนี้

           Hell boy II: The Golden Army ตอนแรกลังเลว่า จะดูเรื่องนี้ดีไหม เพราะมีคนบอกว่า ภาคแรกห่วยได้อีก แต่ดูในตัวอย่างก็น่าดูดีทีเดียว ก่อนดูให้เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ภาคแรกนั้นเป็นอย่างไร พอไปดู เราชอบคาแรคเตอร์ที่เขาออกแบบนะ และดูจบ ก็ได้อะไรเก็บมาคิดเช่นกัน มาถึงเวลานี้เราจำไม่ได้แล้วว่าพล็อตเรื่องที่ให้เฮลบอยและพรรคพวก ออกปฏิบัติภารกิจนั้นคืออะไร แต่สิ่งที่จำได้คือประเด็นการอยู่ร่วมกันของชีวิตคู่ ของคนสองคน บางครั้งมันก็มีอะไรมากระทบกระทั่งกันบ้าง แต่หากทั้งสองคนเลือกที่จะอยู่ร่วมกันแล้ว บางอย่างเราก็ต้องปรับเปลี่ยน ปรับจูน เพื่อให้ชีวิตคู่นั้นเติมเต็มซึ่งกันและกัน สรุปว่า ชอบเรื่องนี้นะ

 

Once, Sky of Love- ชีวิตมันก็มีแค่นั้น

          ช่วงนี้แม้ไม่ได้คิดไปถึงอนาคตในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ก็เริ่มคิดถึงตัวตน สถานะภาพในสังคมของตัวเองมากขึ้น ที่คิดเช่นนี้ ไม่รู้เพราะปีนี้อายุเบญจเพสแล้วหรือเปล่า แต่ก็นะ ชีวิตคนเรามันก็มีอยู่แค่นั้นเอง แม้ทั้งสองเรื่องนี้จะไม่ใช่หนังที่สร้างในปี 2008 แต่เมื่อเอามาฉายที่เมืองไทยในปี 2008 เราจึงขออนุโลมอย่างไม่มีเหตุผล 555

           Once หนังจากไอซ์แลนด์ พูดถึงหนึ่งหนุ่ม และหนึ่งสาว ที่กำลังมองหาตัวตนของตนเอง ทั้งสองทำให้เรารู้สึกว่า บางครั้งสิ่งที่เราอยากทำ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราทำได้ และเราจะไม่รู้เลยว่าเราทำได้หรือไม่ได้ ถ้าเรายังไม่ลงมือทำ อีกทั้งบางครั้งแม้เราจะมีเหตุผลในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเพียงใด แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เราก็ไม่สามารถที่จะทำมันได้ บางทีชีวิตก็มีอยู่แค่นั้น

          Sky of Love หนังจากประเทศญี่ปุ่นเรื่องนี้ ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ได้สร้างในปี 2008 แต่เราเพิ่งได้ดูในปีนี้ ชีวิตของคนเรายังคงวนเวียนอยู่กับ การเกิด แก่ เจ็บ และสุดท้ายก็ต้องตายไปเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติอีกครั้ง นอกจากวงเวียนชีวิตสี่อย่างนั้น มนุษย์จะต้องพบกับ เพื่อน คนรัก หน้าที่การงาน ฯลฯ ที่ต้องเจอไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย เมื่อคนเราป่วย มักคิดเสมอว่า อยากป่วยคนเดียว ไม่อยากให้คนที่เรารักเห็นในสภาพที่อ่อนแอ แต่จริงๆแล้ว คนป่วยนั่นแหละ ที่ต้องการใครสักคนที่รักเราอย่างสุดหัวใจ มาอยู่เคียงข้างเวลาที่เจ็บป่วย บางทีชีวิตก็ซับซ้อนและเข้าใจยากแบบนี้

 

แปดวัน แปลกคน, ดรีมทีม, อีติ๋มตายแน่, ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น -บางที การหยิบจับประเด็นใกล้ตัวที่มองไม่เห็นมาทำเป็นหนังบ้าง มันก็ดีนะ

            แปดวัน แปลกคน หนังไทยจิตวิทยาจ๋า เราชอบเรื่องนี้นะ เหมือนปีที่แล้ว ที่บอดี้ ศพ#19 กล้าที่จะเล่นกับประเด็นทางจิตวิทยา มาปีนี้ แปดวันฯ ก็ทำออกมาดีพอควร แม้บางคนอาจจะบอกว่า ดูยากไปบ้าง แต่รวมๆแล้ว หนังก็ทำให้เรากลับมาย้อนคิดว่า ในสังคมไทย มันก็ต้องมีคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวประมาณนักเรียนแพทย์คนนั้น มีคนสติฟั่นเฟือนเพราะเสียลูกไปแบบป้าคนนี้ อยู่บ้างไม่มากก็น้อย หากเรามองลึกลงไป ความเห็นแก่ตัว และความไม่เท่าเทียมกัน มักเป็นแรงผลักให้มนุษย์กระทำสิ่งต่างๆได้อย่างคาดไม่ถึงอยู่เสมอ

          ดรีมทีม หนังที่พล็อตเรื่องเน้นไปที่เด็ก สิ่งที่คิดก่อนดู คือ มันจะเป็นการจับปูใส่กระด้งเหรอ เนื้อเรื่องจะเละไม่เป็นท่าไหม หลากหลายความคิดมาก แต่เมื่อได้ดูและมองไปยังเด็กๆ หากเราไม่เอาใจใส่เด็กๆในการปกครอง เราอาจไม่รู้เลยว่า ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่มีความมุ่งมั่น อยากทำให้ประสบความสำเร็จ เพราะเด็กเองก็มุ่งมั่นและอยากประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน เด็กๆในเรื่องน่ารัก

          อีติ๋มตายแน่ ยุทธเลิศท็อปฟอร์ม หนังที่ทำให้เรารู้สึกว่า นี่แหละต้อมยุทธเลิศ เรื่องนี้ได้โน้ส อุดม มาเขียนบทให้ หากมองดีๆ หนังปล่อยหมัดให้เรารู้สึกว่า เราชอบมองและตัดสินคนแค่เพียงเปลือกนอกกันหรือเปล่า ถ้ามองแค่เปลือกนอกเราก็จะเห็นแค่ว่า มะขิ่นอาจไม่ใช่สเป็คของตึ๋ง และตึ๋งเองก็ไม่ใช่สเป็คอาชีพของอาสึกะเช่นกัน แต่ถ้าเรามองลึกลงไปข้างในตัวตนของคนคนนั้นละ มะขิ่นที่แสนดี เธอทำเพื่อคนที่รักอย่างไม่หวังผลตอบแทน ส่วนอาสึกะ ไม่ได้เป็นนางฟ้ามาจากไหน เธอก็คือนักท่องเที่ยวในสายตาของคนไทยทั่วไปเหมือนเดิม ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น มีสิ่งหนึ่งที่ตึ๋งได้จากอาสึกะ นั่นคือการรักใครสักคนอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องไปคิดกลัวถึงอนาคตที่ยังไม่เกิด เมื่อเต็มที่กับมันแล้วเมื่อถึงเวลาที่เราต้องเลิกกันก็จะไม่เสียใจภายหลัง

          เช่นเดียวกับ ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น หนังที่มี 4 เรื่องราว หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยช่วงเวลาปิดเทอม และภาพยนตร์ของดาราไต้หวันชื่อดัง ตี่ตี๋ แม้เรื่องราวชีวิตจะวนเวียนอยู่กับเรื่องรักเช่นเดิม แต่ไม่อาจปฏิเสธว่า ความรัก นี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้คนสดชื่นและสวยงาม ทั้ง 4 เรื่องราวคือเหตุการณ์ความรักในช่วงปิดเทอม ส่วนตัวแล้วชอบตอนของ เหิร และ นวล ที่มันอินในอารมณ์เพราะเราก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป ที่แสวงหาความรัก คบแล้วจะรักแท้หรือไม่แท้ จะได้หรือไม่ได้แต่งงานไม่รู้ ขอแค่คบกันยาวนานเท่าที่ความรู้สึกจะนานได้ และนึกถึงกันและกันก็พอ แต่ชีวิตมันก็แค่นั้นละมั้ง

         

Happy Birthday, ฝัน หวาน อาย จูบ- เกือบดีละ

Happy Birthday เรื่องนี้ชอบนะ แต่ก็รู้สึกว่า ถ้าไม่ให้มันจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง หนังมันจะสมบูรณ์และดูสมจริงกว่านี้หรือเปล่า เมื่อได้ดู เต็น และ เภา ถ้าบอกว่าเราเชื่อในความรักของเต็นนะ แต่เราก็รู้สึกว่าเต็นต้องการเอาชนะหรือเปล่า เอาชนะว่าเขาสามารถรักษาคำพูดได้ การจะรักษาคำพูดเป็นสิ่งดี แต่เต็นคิดสักนิดว่า โอเคเราดูอาการให้เภาไประยะหนึ่งแล้วนะ หากไม่ฟื้น ไม่ดีขึ้น คงต้องทำให้เภาไปสู่สุคตินะ จริงๆตรงจุดนี้ละเอียดอ่อนมาก ในชีวิตจริงก็คงมี ที่พ่อแม่ใจหนึ่งก็อยากรักษาเพื่อดูอาการลูกเอาไว้ แต่อีกใจก็อยากให้ลูกไปสบาย ตรงนี้มันเล่นกับจิตใจของคนได้ดีทีเดียว แต่เรารู้สึกว่ามันยังไม่สุดเท่าไหร่ แต่อย่างที่บอกตอนแรก เราชอบเรื่องนี้นะ (เหมือนตัวเองดี)

          ฝัน หวาน อาย จูบ หนังสั้น 4 ตอนในเรื่องเดียว คล้ายๆ ปิดเทอมใหญ่ฯ และ 4 แพร่ง เรื่องนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ก็รู้สึกว่ามันขาดๆเกินๆอยู่เหมือนกัน ในตอน ฝัน ชอบและเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้กำกับ ที่ต้องการนำเสนอ แต่ดูแล้วน่าจะทำในส่วนของความฝันให้เนี้ยบกว่านี้ (ยังไม่ได้สปอยด์ใช่ไหม) ตอนอื่นๆ ก็อย่างที่บอก มันขาดๆเกินๆ และบางทีก็ยัดเยียดไปหน่อย แต่รวมๆแล้วชอบเรื่องนี้นะ

 

นักแสดงหญิง

วาสนา ชลากร (แปดวัน แปลกคน) น่ากลัว สลัดคราบเซ็กซี่สตาร์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

คริส หอวัง (อีติ๋มตายแน่) เราว่าคริสแสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติมากทีเดียว แล้วก็น่ารักด้วย

ศกลรัตน์ วรอุไร (ดรีมทีม) จำได้ครั้งแรกที่เห็นโฟร์ ก็ในมิวสิควิดีโอเพลงเพื่อนสนิทของเอ็นโดฟิน ต่อมาก็เห็นน้องเป็นนักร้องดูโอไปเสียแล้ว มาครั้งนี้ในบทบาทใหม่ แสดงภาพยนตร์ เราว่าน้องมีความสามารถดีทีเดียว น่ารักด้วย (แอบเป็นแฟนคลับโฟร์แฟน)

เซลม่า แบลร์ (Hell Boy 2), จีจ้า ญาณิน (ช็อคโกแลต)  สวย และ ดุดัน ชอบ

ยูอิ อารางาคิ (Sky of Love) เคยดูการแสดงของน้องคนนี้ในซีรี่ส์ญี่ปุ่น เธอมีความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว น่ารักด้วย

 

นักแสดงชาย

ฮีท เลดเจอร์ (The Dark Knight) โจ๊กเกอร์คือตำนานของฮีท และฮีทคือตำนานของโจ๊กเกอร์

อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม (Happy Birthday) การแสดงของอนันดาจากเรื่องนี้ทำให้เรากลัว

เกียรติ กิจเจริญ (ดรีมทีม) แค่นึกถึงหลานที่บ้านที่มีมากเกือบ 10 คน ก็ทำให้ไม่อยากทำงานร่วมกับเด็กแล้ว แล้วซูโม่กิ๊กต้องแสดงร่วมกับเด็กตั้งเท่าไหร่ จับปูใส่กระด้งดีๆนี่เอง

 

ทัศนะ

            วันเวลาไหลผ่าน แต่ชีวิตของเราก็ยังเป็นชีวิตเดิม ตอนนี้พลังชีวิตแลจะน้อย ลดลงไปทุกที ในปีนี้หนังไทย และหนังต่างประเทศบางเรื่อง ดูจะอ่อนแรงเช่นกัน มีหลายเรื่องทีเดียว ที่ทำออกมาแล้วยังไม่สุดในอารมณ์ความรู้สึกที่จะต้องได้จากหนัง

รักสามเศร้า, โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต, สี่แพร่ง, ลองของ 2, ปืนใหญ่จอมสลัด, Happy Birthday, ฝัน หวาน อาย จูบ, Kung Fu Dunk, 20th Century Boy, Sweeney Todd, Murder of The Inugami Clan โดยเฉพาะ 20th Century Boy รู้สึกไม่ชอบคนที่รับบทเป็น น้าเคนจิ อย่างบอกไม่ถูก เหล่านี้เมื่อดูจบแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าจะดีกว่านี้ แต่ก็อย่างว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพยนตร์ มันนานาจิตตัง

บางคนเมื่อมาอ่านอาจจะบอกว่า ถ้ามันไม่ดีนัก ก็เชิญมาสร้างหนังเองซิ จะได้รู้ว่ามันเหนื่อยยากอย่างไร ไม่เถียงเพราะเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการผลิตหนังมาบ้างแล้ว แม้จะเป็นแค่หนังสั้นไม่กี่นาที แต่มันก็ทำให้เรารู้ว่า ความเหนื่อย ยากในการสร้างสรรค์ผลงานเป็นอย่างไร แต่การทำงานสายนี้ ก็ต้องน้อมรับกับคำวิจารณ์ แล้วนำไปพัฒนาผลงานของเราให้ดียิ่งขึ้นใช่ไหมคะ

 

 

วนิดา แก่นจันทร์

“ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก”

ใส่ความเห็น

          หลังจากเขียนอติเคิลเกี่ยวกับการ์ตูนมาครึ่งค่อนวัน (อยู่ไม่ติดโต๊ะ เป็นโอเปอเรเตอร์ตลอด) น้องนักเขียนแสนสวยของฉัน ก็มาบอกว่า ยังอยากอ่านเรื่องผีของพี่อยู่นะ โอเค เราลืมไปได้อย่างไรเนี่ย

เริ่มเลยละกัน ต้อนรับวันฮัลโหลวีนกันหน่อย

****************************************************************************************************************************************************************** 

 

ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก

 

ไม่แน่ใจว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตของคนส่วนใหญ่ จะเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้หรือไม่ เหตุการณ์ที่เรียกกันสั้นๆง่ายๆ ได้ใจความ ผีอำ

ในสมัยที่ฉันเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 1 (ย้อนกลับไปละล่อนมากเลย) ฉันได้รับข่าวจากเพื่อนว่า มีเพื่อนคนหนึ่งในรุ่นเดียวกันตอนม.ปลาย เสียชีวิต เธอฆ่าตัวตาย และเธอสนิทกับรูมเมทของฉันในขณะนั้น

หลังจากรู้ข่าว ทั้งฉันและรูมเมท ต่างก็พูดถึง และนึกถึงเพื่อนคนนี้ตอนที่ยังเรียนม.ปลาย รูมเมทได้บอกว่า กลัวเขามาหาจัง ฉันได้บอกอย่างคนไม่คิดอะไรไปว่า

มาก็มานะ เราไม่ได้ทำอะไรเขาซะหน่อย และเขามาก็คงไม่ได้มาทำร้ายเราเหมือนกัน… ช่างเป็นประโยคที่โง่เง่ามากทีเดียว

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฉันก็ต้องอยู่หอคนเดียว เพราะรูมเมทกลับไปงานศพของเพื่อนคนนั้น และฉันก็เจอดี…

 

* โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เมื่อถึงคืนที่นอนคนเดียว ภายในห้องที่ก็ยังไม่คุ้นชินนัก ฉันนอนไม่หลับ หายใจลำบาก เมื่อหลับตาก็พบกับเงาดำ รูปร่างคล้ายศีรษะมนุษย์ ลอยมาปะทะกับเบ้าตา … หลับตาแต่นอนไม่หลับ หายใจไม่ออก มีหัวคนลอยไปมา ดูหลอนทีเดียว

ฉันคิดว่า คงเพราะนอนหันหัวผิดทิศ จึงจัดแจงหันศีรษะ พร้อมล้มตัวลงนอนท่าใหม่ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ฉันยังคงหลับตาแต่นอนไม่หลับ หายใจไม่ออก มีหัวคนลอยไปมา อยู่เหมือนเดิม

จำได้ว่า ตอนนั้นไม่รู้เวลาตีอะไรแล้ว ฉันนอนหงายกระสับกระส่าย และหันหน้าไปทางซ้ายมือ จนกระทั่ง ได้ยินเสียงผู้หญิง พูดขึ้นว่า ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก ฉันรีบหันไปทางต้นเสียง ที่อยู่ทางขวามือ และฉับพลันนั้น

 

ด้วยความรวดเร็ว มีสิ่งๆหนึ่งพุ่งมาทางฉัน ความรู้สึกที่ว่า แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกมากขึ้น ขยับร่างกายไม่ได้ ก็บังเกิด ณ วินาทีนั้น ฉันเจอดีเข้าให้แล้ว

ยอมรับอย่างหน้าไม่อาย ตอนนั้นตกใจและกลัวมาก แต่ก็ตั้งสติ และสวดมนต์อะไรก็ได้ที่นึกออก แต่ก็ไม่เป็นผล ฉันลองยกแขนซ้ายก็ไม่ขยับ ทั้งยังรู้สึกแน่นหน้าอกมากขึ้น เมื่ออะไรๆก็ไม่ได้ผล ฉันก็นึกถึงคำที่เคยพูด พร้อมบอกกับสิ่งใดๆก็ตาม ณ ตอนนั้นว่า

…ขอโทษ ที่เราพูดไม่ดี มีอะไรให้เราช่วยไหม บอกกันได้นะ แต่อย่ามาแบบนี้ เรากลัว ได้ไหม ในฝันก็ได้…

ฉันบอกพลางตัดสลับกับรีเพลย์ นะโม ไม่รู้กี่จบ จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่า ร่างกายไม่อึดอัดมาก ฉันจึงรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ขยับตัว สิ่งที่คิดได้เป็นอย่างแรก คือ รอดแล้ว

 

หลังจากขยับตัวได้ ฉันยังคงนอนนิ่ง นิ่ง นิ่ง ด้วยความกลัวว่า จะมีมาอีกไหม พลันสายตาก็เหลือบไปเห็น สิ่งพลิ้วไหวสีขาวประดุจผ้า อยู่ตรงบริเวณตู้เสื้อผ้า ที่ฉันจำได้ว่า ปิดประตูตู้ไว้สนิทดีแล้ว แล้วสีขาวที่เห็นนั้น มันคืออะไร!?!?

ฉันกลั้นใจเหลือกตามองมันเต็มๆ ความคิดแรกคือ เอ่อ ขอโทษค่ะ จะไม่พูดอะไรไม่คิดอีกแล้ว ฉันจ้องสิ่งๆนั้นในความมืด จนหลับไปในที่สุด

…..

…….

………

เมื่อรูมเมทกลับมา ฉันไม่รอช้าที่จะเล่าให้มันฟัง หลังจากนั้นผ่านไปได้ไม่กี่วัน มันก็ถามฉันว่า เจออะไรตรงตู้เสื้อผ้าใช่ไหม … อืม เจอเหมือนกัน

 

บรึ๋ยยยยยยยย

 

 

ปล. มีเหตุการณ์ผีๆ ที่ฉันเจอมา ซึ่งมันน่ากลัวมากกว่าที่เล่านี้อีกด้วยนะคะ ไว้มีโอกาสจะมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

 

 

วนิดา แก่นจันทร์

 

ชีวิตที่ผ่านมา

ใส่ความเห็น

สวัสดีตัวฉันเอง
27/8/51
 
สวัสดีตัวเอง ไม่ได้อัพเรื่องราวชีวิตในนี้ซะนาน ไม่ใช่สิ จริงก็ไม่ได้อัพเรื่องของชีวิตตัวเองในบล็อกไหนเลย มีแต่พิมพ์เก็บไว้ ดูเรื่องมันเยอะๆเนอะ
ช่วงที่ผ่านมา มีอะไรให้คิด ให้มองตัวเองเยอะเลย แล้วก็มีโอกาสไปเปิดอ่านไดอารี่เก่าๆของตัวเอง ในเอ็นทรี่ ที่พูดถึงชีวิตในปี 50 ที่ผ่าน ฉันได้กล่าวไว้ว่า ในปี 51 ฉันตั้งใจที่จะทำ … หลายอย่างมากมาย แต่มองดูตัวเองสิ ฉันยังทำไม่ได้เลยสักอย่าง 
 
ยังผลัดวันประกันพรุ่งกับหน้าที่การงาน ที่ฉันเลือกเอง ฉันเขียนหนังสือไม่จบอีกแล้ว ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยฟะ — ก็ใช่สิ ก็ตัวมึงขี้เกียจนี่ หรือมึงจะบอกว่าไม่ขี้เกียจ ถ้าแบบนั้นแล้วจะเรียกว่าอะไรละ —- ด่าตัวเองซะหน่อย ไม่รู้ว่าเรียกว่าขี้เกียจหรืออะไร แต่ที่แน่ๆ ฉันทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ ไม่สำเร็จอีกแล้ว ทำไมเป็นคนไม่เอาไหนได้ถึงเพียงนี้ว่ะ อีนุ่น เหี้ยเอ้ย
 
หลังจากอกหักจากพี่คนนั้น ฉันใช้เวลานานเป็นปีทีเดียว กว่าจะทำใจได้ นานมากเลยนะสำหรับการลืมคนๆนึง บอกตัวเองว่า ไม่มีรักแล้วดีกว่าไหม รู้สึกว่าอยู่คนเดียวมันสบายใจกว่าเยอะเลย แต่นะ อยู่คนเดียวมันก็ดี แต่บางทีมันก็เหงา แล้วความเหงาบางทีมันก็มาแล้วจากไปยากเสียด้วย  555 อย่างนี้ฉันก็เหงาคนเดียวได้เป็นปีนะ
 
ปีนึงแล้ว ที่ร้องไห้ และตอนนี้ฉันมีความรักอีกครั้ง ซึ่งมันค่อนข้างฉุกละหุก รวดเร็วจนใครๆตกใจและไม่คิดว่ามันจะรัก จะคบกันได้
ฉันอกหักบ่อย ก็เคยเขียนไว้ในนี้หลายครั้งแล้ว และทุกๆครั้ง ก็เป็นเพราะฉันผิดเอง  เพื่อนสนิทฉันบอกว่า "นุ่นเป็นเพื่อนที่ดีนะ ดีมาก แต่เวลานุ่นคบแฟน เราไม่รู้ว่านุ่นเป็นอย่างไร" ยังไงดีละ ฉันรู้ตัวนะ ว่ามีข้อเสียอะไร
 
ตอนเด็กๆ ฉันนิสัยเสีย แต่ก็รักเพื่อนทุ่มเทให้เพื่อนตลอด นิสัยเสียก็ อารมณ์ร้อนมากๆๆๆ ขี้โมโห ส่วนใหญ่ก็ประมาณนี้ (เพื่อนบอก)
ตอนเรียนปี 1-2 ฉันก็ยังเป็นเหมือนเดิม อารมณ์ร้อน โมโหแล้วก็อาละวาด วีนแตกใส่ทุกคนได้ทุกเวลา แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ฉันโต อายุมากขึ้น ด้วยการเรียน ด้วยสังคมในมหาลัย ฉันเติบโตขึ้น ปรับปรุงนิสัยเหี้ยๆ และฉันก็มีเพื่อนที่รัก และด่าฉันได้ทุกเมื่อ ถ้าฉันนิสัยเหี้ยอีก ฉันดีใจนะ ที่ชีวิตนี้ฉันมีเพื่อนรัก ที่รักฉันแบบนี้ และสั่งสอนฉันในยามที่ฉันผิด ตอนนี้ฉันโตแล้ว (กับเพื่อน) แต่ฉันยังเด็ก กับแฟน
 
เมื่อมีแฟน ฉันมักเอาแต่ใจโดยไม่รู้ตัว เรียกร้องอะไรไม่เข้าท่า คิดมาก ระแวง ไม่เชื่อใจ และสิ่งเหล่านี้เอง ที่ทำให้ฉันโดนบอกเลิกทุกครั้ง ฉันรู้ตัวตลอดเลยนะ แต่ทำไมก็ไม่รู้ แม้จะบอกกับตัวเองว่า ทำตัวดีๆ บลาๆๆ แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการ โดนบอกเลิก
ตอนที่เลิกกับพี่คนนั้น ฉันขอโอกาส ฉันก็ไม่ได้ เพราะพี่บอกว่า "เด๋วนุ่นก็เป็นอีก"  อื้ม
ฉันคิดในใจ ใช่ฉันรู้ตัวว่าทำไม่ดี แต่มาบอกเลิกแบบนี้ เพราะพี่เขาความอดทนน้อย หรือตัวฉันเหี้ยเองกันแน่ ความคิดนั้นไม่ได้รับคำตอบจากใคร แต่ฉันก็รู้ได้ในภายหลังว่า
เพราะนิสัยของฉันนั่นเอง และส่วนนึง ก็เพราะพี่คนนั้นด้วยเช่นกัน (อันนี้เรื่องแย่ๆของพี่เขา ละไว้ละกัน)
 
กับแฟนคนนี้ ก็ทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไรขอละไว้ละกัน แต่เมื่อฉันคุยกับแม่ คุยกับเพื่อนที่เป็นรูมเมท ก็คิดได้ ฉันไม่ควรคิดมาก ควรเลิกเอาแต่ใจ และตัวฉัน และใครๆ ก็ไม่เหมือนกัน จะเอาตัวฉันมาตัดสินว่าฉันทำได้ในเวลาเท่านั้นเท่านี้ กับคนอื่นไม่ได้
 
……
……….. คนเรานั้นเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครไม่ได้หรอก แต่ว่าปรับปรุงได้ (ซาร่า มาลากุล เลน) ฉันก็เชื่อเหมือนซาร่า เพราะฉันไม่เคยคิดจะปรับปรุงตัวเอง บทสรุปของฉัน จึงมีแต่คำบอกเลิก ครั้งนี้ฉันไม่อยากให้ความรักของฉันต้องพบบทสรุปแบบนั้นอีก ฉันจึงคิดได้ซักทีว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับปรุงตัวเอง
 
ฉันบอกคนอื่นได้ แต่ฉันทำให้เขาเห็นไม่ได้ มันจะไปมีค่าอะไร
ฉันจะไม่บอกแฟนฉัน ว่าฉันทำได้ แต่ฉันจะทำให้เขาเห็นด้วยตา แม้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเขา แต่ฉันจะปรับปรุงตัวเอง เพื่อให้ทุกอย่างมันดีขึ้น
 
 
วนิดา แก่นจันทร์
 
 
 

โทรศัพท์มือถือ (KEITAI)

ใส่ความเห็น

 

โยชิมุระ ทัตสึยะ : เขียน / รัตน์จิต ทองเปรม : แปล / สำนักพิมพ์ JBOOK / 160 บาท

          โยชิมุระ ทัตสึยะ ผู้แต่งนิยายสืบสวนและโด่งดังไปแล้วหลายต่อหลายเล่ม ต่อมาเขาจับงานนิยายแนวสยองขวัญ ซึ่งก็ได้รับความนิยามไม่แพ้กัน นิยายสืบสวนที่มีชื่อเสียง เช่น ซีรี่ส์ Asahina Kousaku ส่วนแนวสยองขวัญที่มีชื่อเสียงและได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาไทย โดยสำนักพิมพ์ JBOOK คือเรื่อง เพื่อนทางจดหมาย (Penpal) และอีกหนึ่งผลงานสยองขวัญสั่นประสาทที่ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยที่ฉันกำลังจะพูดถึงก็คือ โทรศัพท์มือถือ (KEITAI) เรื่องนี้นั่นเองค่ะ

          จุดเด่นของนิยายสยองขวัญของทัตสึยะก็คือการสร้างความหวาดกลัวสยดสยองท้าทายจินตนาการของผู้อ่าน จากการกระทำที่ไม่ได้เกิดจากภูตผีปีศาจ หากแต่เรื่องราวสยองทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นจากมนุษย์ด้วยกันเอง ในเรื่องโทรศัพท์มือถือก็เช่นเดียวกัน ผู้แต่งได้จับเอาประเด็นการใช้โทรศัพท์อย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น บวกกับประเด็นการรังแกของเด็กนักเรียนประถมและมัธยม ซึ่งประเด็นหลังนั้นดูจะเป็นปัญหาที่สังคมญี่ปุ่นแก้ไม่หายเสียทีนั่นเอง

          ในปัจจุบันนี้สิ่งที่จะขาดไม่ได้มากที่สุดในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ คือโทรศัพท์มือถือ สมัยก่อนมือถือมีราคาแพง และทำได้แค่โทรออกและโทรเข้าเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้วิวัฒนาการของมือถือพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งราคาก็ลดลงแม้เป็นมือถือที่มีฟังก์ชันการใช้งานได้หลายอย่างก็ตาม เพราะเหตุนี้ผู้คนส่วนใหญ่จึงหันมาใช้มือถือเพิ่มมากขึ้น โดยที่ไม่สนใจว่าจะเกิดผลกระทบอะไรกับชีวิตขึ้นบ้าง และเราจะทำอย่างไรหากโทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นแค่มือถือธรรมดาๆอีกต่อไป

          ผู้แต่งเชื่อมโยงเรื่องราว ระหว่างมือถือและการกลั่นแกล้งอันเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตและการฆาตกรรม ซึ่งก็เขียนได้อย่างราบรื่น เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจาก มิสึโมริ อัตซึโอะ พนักงานบริษัทยาแห่งหนึ่ง หลังจากย้ายมาอยู่บ้านใหม่ที่ใกล้โรงเรียนม.ปลายของลูกสาวได้ไม่นาน เขามีอาการตาเหลือกเมื่อเดินผ่านสี่แยกแถวๆบ้าน ต่อมาอาการนี้เป็นหนักมากขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะหาย สิ่งที่ทำให้อัตซึโอะเป็นเช่นนั้นคือ โทรศัพท์มือถือ!?  

การเปิดตัวของครอบครัวมิสึโมริ ผู้แต่งให้อัตซึโอะ เป็นคุณพ่อพนักงานบริษัทที่หัวโบราณ ชอบดูถูกคน และเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกลึกๆของผู้ใหญ่ในสังคมที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันนั่นเอง ทั้งสองมีลูกสาวหนึ่งคน ชิฮารุ เด็กสาวนักกีฬา มีเพื่อนสนิท 2 คนคือ ยูกะ และ ฮะสึกิ เป็นลูกสาวของนักแสดงสาวผู้มีชื่อเสียง เรโกะ หล่อนได้หย่ากับสามีและยังเป็นนักแสดงที่เล่นบทบาทถึงเนื้อถึงตัวได้แม้จะมีลูกแล้วก็ตาม ทำให้อัตซึโกะไม่ชอบทั้งแม่และลูกซึ่งเป็นเพื่อนของลูกสาวอีกด้วย ลักษณะนิสัยดูถูกคนอื่นของเขา อาจส่งต่อมายังชิฮารุลูกสาว ทำให้ตอนเรียนชั้นประถม ชิฮารุ และเพื่อนสนิทได้กลั่นแกล้งเพื่อนนักเรียนคนหนึ่ง ที่ต่อมาเพื่อนคนนั้นได้ฆ่าตัวตาย และนำมาซึ่งคดีฆาตกรรมต่อเนื่องปริศนาอันมีโทรศัพท์มือถือเป็นสื่อกลางนั่นเอง

ทาคาซาวา คิมิโอะ หนึ่งในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิปปอน ฉบับเย็น เป็นคนแรกที่รู้สึกถึงภัยจากมือถือที่ไม่ธรรมดา เขานำประเด็นที่ว่ามือถือนั้นสามารถกลืนกินสมองของผู้ใช้ และทำให้เกิดการฆาตกรรมอันน่าเศร้าได้ แต่ทุกคนในที่ประชุมก็ไม่สนใจเขาและประเด็นที่เขาว่าเลยซักคน นอกจากคนๆหนึ่งในกองบรรณาธิการเท่านั้น และคนๆนั้นก็คือฆาตกรที่ทำตามความต้องการของมือถือ!?

ความระทึกคือการที่เราต้องลุ้นว่า ใครกันแน่ที่เป็นฆาตกร และแท้จริงแล้วโทรศัพท์มือถือกลืนกินสมองของผู้ใช้มันได้หรือไม่ ซึ่งผู้เขียนก็ทำได้ดี ด้วยภาษาที่ลื่นไหลและการร้อยเรียงเหตุการณ์กับประเด็นต่างๆ ที่เป็นเหตุเป็นผล ทำให้ฉันลุ้นระทึกไปกับตัวละครตลอดเวลาที่อ่านเลยค่ะ

แม่ของวนิดา

ใส่ความเห็น

แม่ของวนิดา

 

พ่อแม่ของของแต่ละครอบครัวก็คงมีนิสัยที่แตกต่างกันออกไป แม่ของบางท่านอาจเป็นคนไม่ฟังเหตุผลใคร ชอบบังคับจิตใจลูก หรืออาจเลี้ยงลูกด้วยเงิน แม้แม่ของบางท่านจะเป็นเช่นนั้น แต่เชื่อไว้เถอะว่า แม่ทำไปก็เพราะรัก และแม่มีเหตุผลของแม่เองที่ลูกๆมักไม่เข้าใจ

ไม่รู้ว่าแม่ของฉัน-นางสาววนิดา แก่นจันทร์- เหมือนกับแม่ของท่านอื่นๆไหม แต่แม่ก็คือแม่ แม่ที่เรียก ไมโล แมวรักสามัญประจำครอบครัวว่าลูกชาย พร้อมลดตำแหน่งให้ฉันกับน้องเสร็จสรรพ เป็นได้แค่ลูกเลี้ยง!!! ในทันที

มองดูแม่ตั้งแต่ฉันเกิด จำความได้ จนถึงอายุเท่านี้ แม่ยังเหมือนเดิม เหมือนเดิมยังไงมาดูกัน

- ลูกอยากได้อะไร แม้ตอนแรกแม่จะบอกว่า ไม่ได้ แต่สุดท้ายก็หามาให้ลูกจนได้ แม้ต้องเป็นหนี้ (กรณีศึกษา ตอนฉันและน้องยังเป็นเด็กจนถึงปัจจุบัน)

- ลูกอยากเรียนอะไร แม้แม่ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ แม่ก็ สุดๆไปเลยลูก(กรณีศึกษา ตอนฉันและน้องเลือกคณะและมหาวิทยาลัย)

- ลูกอยากอ่านอะไร แม้แม่จะบอกว่า การ์ตูน กับหนังสือ เลิกซื้อไปได้แล้ว อยู่บ่อยๆ แต่สุดท้าย แม่นั่นแหละที่เป็นคนไปซื้อหนังสือ หรือการ์ตูนนั้นๆมาเก็บไว้ รอให้ลูกอ่าน (กรณีศึกษา แม่ซื้อนิตยสาร A day เก็บไว้ให้ฉัน ซื้อนิตยสารสำหรับคอมพิวเตอร์ เอาไว้ให้น้อง และแม่จำได้ว่านิตยสาร Pulp แต่ก่อนเป็นเล่มใหญ่)

- ลูกมีแฟนเป็นผู้หญิง แม่ชิลล์ๆ แถมยังบอกอีกว่า มีแฟนเป็นผู้หญิงก็ดีนะ มีอะไรกันจะได้ไม่ท้องตึก ตึก โป๊ะ!!! (กรณีศึกษา ตลอด 6 ปีที่ชีวิตฉันอยู่กับโรงเรียนสตรีล้วน และแว่บนึงตอนมีแฟนผู้หญิงสมัยเรียนมหาลัย)

- ลูกจะมีแฟนแม่ไม่ว่า (กรณีศึกษา ฉันมีแฟนแม่บอกอย่าท้อง และน้องชายมีแฟน แม่บอกอย่าไปทำผู้หญิงท้องนะ !?!?)

- ตอนมัธยม เคยลองมีความลับกับแม่ดูบ้าง แต่ก็ไม่สำเร็จ ปิดไม่มิดหรือแม่มีญาณวิเศษก็ไม่ทราบ แม่รู้ทุกเรื่องที่ฉันไม่ได้บอก แน่นอนแม่ก็ไม่เคยจ้างนักสืบที่ไหนมาเฝ้าดูฉันด้วยเช่นกัน ทุกวันนี้เวลามีอะไร ก็เล่าให้แม่ฟังทุกครั้ง เรื่องเรียน เพื่อน หรือที่ทำงาน

- แม่รู้นิสัยของฉันทุกกระเบียดนิ้ว มองออกทะลุปรุโปร่งจนฉันตัวบางเฉียบ แม่บอกให้ฉันเลิกเอาแต่ใจ อย่าคิดมาก ทำตัวนิ่งๆไว้ และกำชับไว้อีกว่า เอ็งเชื่อแม่แล้วจะดีเองในกรณีที่ฉันน้อยใจแฟน!!!

- ยังมีอีกเยอะ เกี่ยวกับแม่ ที่พูดเท่าไหร่ก็ไม่หมด

 

ฉันเกิดมาในเวลาที่ครอบครัวลำบาก สั่นคลอนทุกสถานการณ์ ยามแม่ร้องไห้ ฉันยังไม่รู้ความดีนัก แต่ก็รับรู้ความเศร้า และมักจะนิ่งเงียบร่วมไว้อาลัยความเศร้าด้วยกันกับแม่อยู่บ่อยครั้ง

แม่มักแก้ปัญหาให้ฉันได้ถูกจุดเสมอ แต่ในปัญหาของแม่กับพ่อเองนั้น ทั้งแม่และพ่อเอง มักจะแก้ไขหรือก้าวข้ามไปได้อย่างยากลำบาก

บ่อยครั้งที่พ่อทะเลาะกับแม่ บ่อยครั้งความนิ่งเงียบของแม่ ก็สยบความเคลื่อนไหวของพ่อไม่ได้ แม้จะเห็นมันหลายครั้ง แต่ทุกวันนี้แม่ก็ยังอยู่กับพ่อ จะด้วยเหตุผลอันใดก็ตามแต่ ฉันรู้แค่ว่า ตอนนี้ครอบครัวของเรา มีความสุขก็ดีแล้ว พอแล้ว

ไม่รู้ว่าความรักต้องแสดงออกอย่างไร ฉันบอกรักเพื่อน หรือรักแฟนได้ แต่ฉันบอกคนใกล้ตัวที่สุด อย่างแม่ว่ารักไม่ได้ ไม่ใช่ไม่รักแม่นะ รักแม่มากสุดๆๆ ที่สุดๆๆๆ แต่บอกไม่ได้

ไม่ใช่อะไร ปกติไม่เคยบอก พอจะบอกมันก็เลยเขิน เท่านั้น (เอ่อ ปกติไม่มีแฟนไม่เคยบอกรัก พอมีและบอกรักทำไมไม่เขินละ เออจริงด้วย !!!)

วันแม่ปีนี้ ลูกเลี้ยงอย่างฉัน ได้อยู่กับแม่ ซื้อดอกมะลิ และเพลงของยอดรัก สลักใจ ให้แม่ได้-อย่างที่ไมโลทำไม่ได้-ฉันก็ดีใจมากแล้ว 555

สุดท้าย ฉันรักแม่มากที่สุดในโลกา

 

วนิดา แก่นจันทร์

แท็กซี่ ใจดี

1 ความเห็น

สวัสดีตัวฉันเอง
วันที่ 25 เมษายน 51
เวลาประมาณ 21.00 น.
              หลังจากนั่งกินส้มตำ บลาๆ กับน้องดิว น้องปุ้ม-ปุ้ย เสร็จแล้ว ด้วยความเผ็ดเหลือแสนของส้มตำปลาร้า (ที่ฉันอุตส่าห์วงเล็บไว้ว่า ไม่เผ็ดค่ะ) ผลของความเผ็ดทำให้ฉันดื่มน้ำมากกว่าปกติ จากเหตุดังกล่าว เป็นเหตุให้ ฉันปวดฉี่ มั่กๆๆ
 หลังจากแยกย้ายกันกลับไปทางใครทางมัน 555+ ฉันยืนรอรถเมล์ 524 ที่ชอบไม่จอดเวลาฉันโบกรถ รออยู่นาน จำได้เลาๆว่า รถเมล์คันสุดท้ายที่ออกจากสนามหลวง จะออกตอนสามทุ่ม มองนาฬิกา ออกตอนสามทุ่ม จากสนามหลวงมาป้ายแบงค์ชาติ เบ็ดเสร็จ ไม่เกิน สามทุ่ม ยี่สิบนาที
             ระยะเวลากระชั้นเข้ามาแล้ว ฉันปวดฉี่ รถก็ยังไม่มา ในหัวฉันครุ่นคิด "ถ้าโบกแท็กซี่ เรียกไปหอเลยมันจะเร็วไหมว่ะ" คิดไปคิดมา เอาว่ะ โบกแท็กซี่คันแรก ฉันบอกจุดหมายปลายทางที่เขาต้องไปส่ง คนขับคิดพอเป็นพิธี พลันนั้นเองก็ส่ายหน้า เป็นคำตอบบอกฉันว่า "กูไม่ไป มันไกลสาดดด" โอเคไม่เป็นไร
            จากนั้น ในหัวฉันก็คิด "หรือกูจะรอรถเมล์ดีกว่า สาดดด ปวดฉี่โว๊ยยยย" บัดนี้ร่างกายมีอิทธิพลเหนืออำนาจของจิตใจ และกระเป๋าสตางค์ ฉันโบกแท็กซี่คันที่สอง บอกจุดหมายปลายทาง ในความมืด ฉันเห็นคนขับแท็กซี่หน้าโหดว่ะ คนขับใช้เวลาคิดไม่นาน ก็พยักหน้า โอเค ได้ไปแล้ว (รอดตาย)
           ลุงคนขับถามว่า ให้ไปเส้นไหน ฉันบอกทางตามที่ฉันคุ้นเคย และลงท้ายย้ำว่า ไปทางไหนก็ได้ที่มันเร็วๆอ่ะค่ะ สิ้นเสียงฉัน ลุงแกบอกว่า ผมก็อยากเร็วเหมือนกันครับ รู้ไหมเพราะอะไร "ผมปวดฉี่"
 แม่เจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ยยยยย หนูก็ปวดเหมือนกันเลยค่ะ ลุงแกเล่าเสริมอีกว่า ฉันเป็นคนที่ 3 แล้วที่แกรับโดยสารมา แกก็อยากรีบเพราะปวดทนไม่ไหว รถขับไปเรื่อยๆ ลุงแกบอกจอดปั้มดีกว่า ดีไหม ฉันพยักหน้าหงึกๆๆ ดีมั่กๆเลยค่ะ
          รถแท็กซี่จอดปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ลุงบอกผลัดกันเข้านะ แต่ต้องอยู่ในรถ อย่าทิ้งรถไว้เฉยๆ แกให้ฉันเข้าก่อน พอฉันปลดระเบิดที่แขวนอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเสร็จแล้ว ก็รีบเดินมาที่รถ ครั้งนี้ลุงจะไปปลดระเบิดบ้าง แกบอกอย่าให้ใครมาขับรถไปนา (ใครจะปล่อยให้มันขับไปละคร๊าบ) ว่าแต่ลุงกลัวคนอื่น ลุงไม่กลัวหนูขับรถลุงไปเรอะ 555+
           ฉันถามว่าล็อกรถไว้ไม่ได้เหรอ (ในใจคิด ถ้าลุงมึนดับเครื่องรถ ก็เสร็จโจร ค่ารถคิดใหม่) แต่ลุงไม่มึนไง แกก็บอกวิธีล็อกและเปิดประตูรถให้ฉัน พอแกกลับมา ฉันเปิดประตูให้ได้ แกบอก "เอ้ออ ทำเป็นแล้วนี่" !?!?
 หลังจากขับออกมาจากปั้ม เราสองคนก็คุยกันไปเรื่อย 555 ลุงเปิดประเด็นถามฉันทำงานอะไร ฉันก็บอกทำงานหนังสือนะฮ๊า ลุงไม่เคยอ่านหนังสือที่ฉันทำด้วยแหละ 555 หลังจากนั้นแกก็เล่าเรื่องลูกสาวแก ยาวไปถึงเรื่องมง เมีย ไอ้ฉันก็ชอบคุยไง ลุงเปิดประเด็น ฉันก็ต้องต่อ
           คุยกับไปคุยกับมา ลุงแกก็พูดถึงการใช้ชีวิตของลูกผู้หญิง เรื่องหาคู่ครอง (อันนี้บอกเหมือนพ่อฉันเลย) แกก็บอกเป็นลูกผู้หญิงอย่ากลับดึกดื่นนะ บลาๆ ยาวไปๆ
           คุยกันไปจนถึงหอ แกยังตบท้าย "จำไว้นา ลูกผู้หญิง จะหาคู่ครอง ต้องดูนานๆ"
 ฉันเล่าให้เพื่อนรูมเมทฟัง มันก็ว่า โชคดีเจอแท็กซี่ใจดี ซึ่งฉันก็เห็นด้วย นอกจากฉันจะเจอคนใจดีแล้ว ฉันยังได้ความประทับใจกลับมาอีกด้วย อย่างน้อย แท็กซี่ก็มีดี และมีชั่วนะ
          คุณลุงบัลลัง หนูจะจำคุณลุงไปจนแก่เลยค่ะ ขอให้ลุงโชคดีนะคะ

กับดักวิถี

ใส่ความเห็น

กับดักสัตว์ไทยประดิษฐ์ ภูมิปัญญาชาวบ้าน กับดักวิถี

พรศิริ บูรณเขตต์ : เขียน / สำนักพิมพ์มติชน / 230 บาท

          ช่วงสงกรานต์ของทุกปี ฉันจะกลับบ้านต่างจังหวัด ไปทำบุญตามประเพณี ที่นานทีปีหนฉันจะทำบุญกับชาวบ้านเขาสักที นอกจากนี้แล้วก็ไหว้บรรพบุรุษที่ตอนนี้เหลือไว้แต่ชื่อให้ลูกหลานกราบไหว้ และบุพการีที่ยังมีชีวิต ฉันทำเป็นประจำทุกปี แม้ใจจะอยากอยู่กรุงเทพ เที่ยวสาดน้ำกับเพื่อนมากกว่าก็ตาม

          เมื่อกลับมาบ้าน ร่วมประเพณีที่มีมาแต่โบร่ำโบราณแล้ว ใจมันก็สงบอย่างไม่น่าเชื่อ ครั้นทำบุญที่บ้านเกิดเสร็จแล้ว ก็ต้องไปทำบุญที่บ้านของคุณยายด้วย เป็นประจำทุกปี

          บ้านของคุณยายนั้น อยู่ ณ ท้องทุ่งนาค่ะ เรียกได้ว่าเป็นชาวชนบท ปลูกข้าวตัวดำ แต่ตอนนี้อะไรๆ มันก็ทันสมัยแล้วละคะ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆก็เข้ามาแทนที่วิธีธรรมชาติ

         ในวันที่ฉันเดินทางไปบ้านยาย อ่านหนังสือ กับดักสัตว์ไทยประดิษฐ์ ภูมิปัญญาชาวบ้าน กับดักวิถี เล่มนี้ก็ให้คิดถึงคืนวันเก่าๆ เล่มที่ว่านี้กล่าวถึงเครื่องมือในการดักจับสัตว์ เพื่อเอามาทำเป็นอาหารในสมัยก่อน อุปกรณ์เหล่านั้น คิดและประดิษฐ์ออกมาด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมรวบอยู่ใน พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี ในจังหวัดพิษณุโลก กับดักทุกชิ้นรวมรวมและสะสมมากว่า 20 ปี โดย จ่าสิบเอก ทวี บูรณเขตต์ และเขียนขึ้นโดยลูกสาวของเจ้าของพิพิธภัณฑ์ พรศิริ บูรณเขตต์                   “เครื่องมือดักสัตว์ในวิถีชาวบ้าน สะท้อนความรู้สึกของผู้คนกับการพึ่งพาธรรมชาติอย่างพออยู่พอกิน”

           เครื่องมือแต่ละอย่าง บางอย่างเรียบง่าย เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  บางอย่างลึกซึ้ง เปี่ยมไปด้วยพลังเทคโนโลยีในตัวของมันเอง กลวิธีก็มีหลากหลาย ทั้งใช้เหยื่อ และไม่ใช้เหยื่อ กับดักใช้เวลากลางวัน บางอย่างก็ใช้ได้แต่เฉพาะกลางคืน ทั้งหมดนี้คือภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่นับวันจะถูกลืมเลือน เพราะผู้คนหวังพึ่งแต่เทคโนโลยี 

           ช่วงปิดเทอมตอนยังเด็ก ฉันอยู่บ้านยาย ทุกเช้าตรู่น้าจะปลุก และพาฉันออกไปตามเก็บปลาจากอุปกรณ์จับปลาที่เขาขึงเอาไว้เมื่อคืน ได้ปลามาเป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งน้ำในคลองก็มีมากจนล้นตลิ่ง ชีวิตในตอนนั้นฉันช่างแข็งแรง และมีความสุขยิ่งนัก

*วนิดา

หอพักในฝัน

4 ความเห็น

บันทึกย้อนหลังในวันที่ 21-3-2551

 

เพลนวันนี้กะไปศูนย์สิริกิติ์กับมิเกล แต่ตรวจงานอยู่ ไปไม่ทันมันซื้อคอมสุดท้ายนัดเจอกันที่เซ็นทรัลลาดพร้าว หลังจากเอาคอมกลับมาห้อง เราสองคนก็ออกไปตามหาหอพักในฝันกัน 555

 

- ซ.พหลโยธิน 41 อยู่ใกล้ตลาด, ป้ายรถเมล์, ร้านข้าว และร้านรวงต่างๆ เซเว่นด้วย ร้านเช่าการ์ตูนด้วย ในซอยมีอยู่ 3 หอ

 

หอแรกที่เข้าไปดู สวัสดีเพลส โอ๊ว นี่มันห้องชุดนี่นา 1 นอน 1 ห้องรับแขก 1 ห้องน้ำ (มีอ่างอาบน้ำโด๊ยยย) 1 ซิงค์ล้างจาน มีตู้เย็นด้วย สุดยอดอ่ะ เฟอร์นิเจอร์ก็มีให้เปรมอุรามากๆๆ หรูโค่ด เดินเข้าไปจากปากซอยลึกเหมือนกัน ซอยเปลี่ยวด้วย มีรถจะเวิร์คมาก ราคาก็ไม่เท่าไหร่(เหรอ) 8,900 โดยประมาณ T_T แบบสมราคาอ่ะนะ

 

หอที่สอง ร่มรื่นแมนชั่น อันนี้ร่มรื่นสมชื่อ ลมพัดเย็นมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ห้องก็กลางเก่ากลางใหม่ ห้องเหลือแต่ราคา 4,000 กว่าบาท เดินเข้าไปจากปากซอย ลึกเป็นอันดับสองรองจากสวัสดีเพลส ยังไม่ประทับใจเท่าไหร่

 

หอที่สาม เดอะ พรีม่า อันนี้อยู่เกือบปากซอยเลย ใกล้มากๆๆ เดินเข้าไปได้ชิลๆๆ สภาพห้องใหม่ๆ คาดว่าน่าจะสร้างเสร็จได้ไม่นานนัก ระบบรักษาความปลอดภัยดีอย่างแรง มีระบบสแกนนิ้ว(หัวแม่)มือด้วย จะว่าปลอดภัยก็ปลอดภัยนะ จะว่ายุ่งยากก็ยุ่งยากอ่ะ รำคาญเข้าออก อ่อ มีนักศึกษาอยู่ แล้วเจ้าของหอออกแนวไม่ค่อยชอบ

เฟอร์ที่ให้ก็เบสิค คือมีเตียง ตู้ โต๊ะ หอนี้ราคา 5,200

ปล.ครั้งที่ 1 กับการถูกถามว่า "เรียนอยู่ หรือทำงานแล้ว"

 

หลังจากนั้น เราก็ไปที่ ซ.พหลโยธิน 35 หรือเรียกกันว่า ซ.โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ เข้าไปหอแรก ลักษณะเป็นห้องแถว มีสองชั้น ชื่อหอพอสุข เราโทรไป นานเหมือนกันกว่าจะมีการติดต่อจากปลายสาย เราสอบถามเบื้องต้น ใช่หอ พาสุขไหมค่ะ ใช่ค่ะ จากนั้นปลายสายก็ตอบและบอกกลับมาอย่างรู้ใจว่า "ห้องเต็มแล้วค่ะน้อง" แป่ว แป่ว

 

เดินเข้าไปข้างในอีกนิด เห็นหอสีสวยอยู่ลิบๆ เรากับเพื่อน ก็มองหาทางเข้า พอเห็นทางเข้าแล้วก็เดินเข้าไป เห็นเป็นดงหอพัก หรูหรา ไฮโซ อยู่ติดกันเป็นตับ 6 หอ

 

หอแรกที่เข้าไปถาม เป็นหอแม่ (ที่เรียกหอแม่เพราะภายหลังรู้ว่ามีหอลูกที่เป็นหอใหม่อีก 1 หอ) ห้องก็โอเค กว้างกว่าห้องที่เราอยู่ตอนนี้ นิดหน่อย (เฟอร์ครบแล้วก็ยังไม่ค่อยจะมีที่ให้เราเล่นกลิ้งเกลือกเลย) มีเฟอร์เบสิค มีแอร์ มีเน็ต รู้สึกอยู่สบายมั้ง ราคา 4,400

 

ถัดมาเป็นหอกลางเก่ากลางใหม่ เขาบอกว่า ห้องเต็ม เราเลยได้แต่ถามราคามาอย่างเดียว เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งยวด "ห้องพัดลม 3,000 ห้องแอร์ 4,000"

ถ้าหอนี้ห้องยังว่าง ห้องพัดลม 3,000 เสร็จเรากับเพื่อนแน่ๆ

 

ถัดเข้าไปอีก ก็เป็นหอพัก ที่ลักษณะคล้ายๆกัน แต่คาดว่าน่าจะคนละเจ้าของ ราคาตกอยู่ที่ประมาณ 4,500 – 4,600 มีแอร์ และพัดลม แต่ห้องดูจะแน่นๆ ไม่ค่อยมีที่ให้กลิ้งเกลือก หรือนั่งทำงานกับพื้นห้องได้เลย (ด้วยความไม่ชอบนั่งโต๊ะทำงาน ที่ห้องตอนนี้ก็มีโต๊ะญี่ปุ่นอย่างน้อย 3 ตัวเข้าไปแล้ว) (หอที่สองที่ถามเราว่าเรียนหรือทำงาน)

 

ฝั่งตรงข้าม หอใหม่สุดในดงนั้น ดูท่าหอเขาจะดีจริงๆ เพราะคนที่พาเรากับเพื่อนไปดูห้อง ก็คือลูกค้าที่กำลังจะย้ายเข้ามา โดยที่เขานั้นย้ายออกจากหอข้างๆ (ย้ายไปไม่ไกลกันเล๊ยย แถมยังบอกให้เราไปเช่าหอที่เขากำลังจะย้ายออกซิ 4,500 เอง แล้วคุณย้ายออกมาทำไมมิทราบฟ่ะ)

 

ห้องที่เราเข้าไปดู แม้จะมีเฟอร์ครบแล้ว ยังมีที่ให้เราเอาชั้น 3 ตัว ของเราไปตั้งได้อีก อีกทั้งยังพอมีที่ให้เรากลิ้งได้ด้วย ห้องน้ำใหญ่โต ระเบียงกว้าง ลมพัดเย็น ห้องเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ดูจะยาวดีทีเดียว ราคา 4,600 เป็นหอลูกของหอแรกที่เราแวะดู ในดงหอนี้

 

อืมม อันนี้ สภาพห้องโดนใจ แต่ราคาไม่โดนกระเป๋า T_T

 

หลังจากนั้นเราก็เดินออกมาจากดงนั้น มาดูหออีกหอนึง เป็นหอที่สามที่ถามเรากับเพื่อนว่า เรียนอยู่ หรือทำงานแล้ว อื้มมมม สภาพห้อง ค่อนไปทางเก่า กำลังจะมีเน็ต แต่ไม่มี UBC ห้องแอร์ประมาณ 3,800

 

อีกหอนึง อยู่ถัดเข้าไป ลึกได้อีก ราคาประมาณ 4,000 แต่ยามไม่ค่อยมีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเลยอ่ะ ไม่เวิร์คๆๆ

 

หลังจากนั้นเรากับเพื่อน คิดว่าน่าจะได้ฤกษ์รับประทานอาหาร เช้า+กลางวัน+เย็นกันแล้ว จึงตัดสินใจเดินออกมาหาปากซอย

 

ยังไม่วายถามเรื่องหออีกจนได้ หอนี้อยู่ใกล้ปากซอยมากๆ ลุงบอกว่า ตอนนี้ห้องเต็ม แต่ปลายเดือนจะมีคนย้ายออก เป็นห้อง 3,000 กับ 3,300 ดูห้องตัวอย่างไม่ได้

เราจะสอบถามอะไรลุงก็ทำเหมือนไม่อยากตอบ เราเลย ได้ฤกษ์อย่างแท้จริง ออกมาหาไรกินดีกว่า

พรุ่งนี้ (วันอาทิตย์) เรากับเพื่อนก็จะออกมาดูหอใหม่กันอีก ดูซิจะมีที่ไหน โดนทั้งใจ และโดนทั้งกระเป๋าเงิน

 

ปล.น้องบอกว่า แน่ละ สะดวกกว่าแต่แพงกว่า เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่ต้องแลก ความสะดวกเดินทางที่เราอยากได้ บางครั้งก็ต้องซื้อด้วยเงินเดือนจากการทำงาน ที่มีอยู่น้อยนิด

 

ปล.2 เดือนนี้มีรายจ่าย ลงคอร์สภาษาต่อ , เป็นไปได้ จะหาหมอตรวจเพื่อจัดฟัน, ต้องผ่าฟันคุด 2 ซี่ประมาณ 1 พันกว่าบาท , ไปงานหนังสือ ไปซื้อหนังสือ เอาเท่าที่จำเป็นละกัน (จะทำได้หรืออีนุ่น เห็นมรึงซื้อกระเป๋าแหกทุกที ฮ่วยยย)

 

ถ้ารู้สึกแบบนั้นแล้ว พี่ก็ดีใจด้วย

1 ความเห็น

ขอบอกก่อนว่า พี่ไม่ได้มาแฉ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่เขียนในบล็อกนี้ มันเป็นพื้นที่ส่วนตัว พี่บันทึกเอาไว้ให้ตัวเองในวันข้างหน้าอ่าน ไม่เห็นหรือพี่ขึ้นต้นไว้ว่า "สวัสดีตัวฉันเอง" และมันเป็นอะไรที่พี่เขียนให้เพื่อนๆของพี่อ่าน เขาถามพี่ตลอดว่าพี่เป็นอย่างไร พี่ก็เล่าให้เขาฟังไง แล้วน้องจะมาบอกว่าพี่แฉได้อย่างไร อีกอย่างพี่เขียนพี่มีสติ พี่เขียนเพื่อให้พี่อ่าน หรือถ้าทำให้น้องลำบากใจ น้องก็ไม่ต้องเข้ามาอ่าน เท่านั้นเอง ขอโทษนะ หากในบรรทัดนี้พี่อาจจะพูดตรง พูดไม่รักษาน้ำใจ เพราะตอนนี้พี่เหนื่อย พี่อยากรักษาร่างกาย จิตใจของพี่ก่อน หวังว่าน้องจะเข้าใจ เหมือนอย่างที่น้องพูดกับพี่บ่อยๆ ว่า "พี่เข้าใจผมนะ"
 
น้องบอกสำนึกผิดแล้ว ดีแล้ว  

Older Entries

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.