โทรศัพท์มือถือ (KEITAI)

สิงหาคม 16, 2008 โดย mailonoon

 

โยชิมุระ ทัตสึยะ : เขียน / รัตน์จิต ทองเปรม : แปล / สำนักพิมพ์ JBOOK / 160 บาท

          โยชิมุระ ทัตสึยะ ผู้แต่งนิยายสืบสวนและโด่งดังไปแล้วหลายต่อหลายเล่ม ต่อมาเขาจับงานนิยายแนวสยองขวัญ ซึ่งก็ได้รับความนิยามไม่แพ้กัน นิยายสืบสวนที่มีชื่อเสียง เช่น ซีรี่ส์ Asahina Kousaku ส่วนแนวสยองขวัญที่มีชื่อเสียงและได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาไทย โดยสำนักพิมพ์ JBOOK คือเรื่อง เพื่อนทางจดหมาย (Penpal) และอีกหนึ่งผลงานสยองขวัญสั่นประสาทที่ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยที่ฉันกำลังจะพูดถึงก็คือ โทรศัพท์มือถือ (KEITAI) เรื่องนี้นั่นเองค่ะ

          จุดเด่นของนิยายสยองขวัญของทัตสึยะก็คือการสร้างความหวาดกลัวสยดสยองท้าทายจินตนาการของผู้อ่าน จากการกระทำที่ไม่ได้เกิดจากภูตผีปีศาจ หากแต่เรื่องราวสยองทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นจากมนุษย์ด้วยกันเอง ในเรื่องโทรศัพท์มือถือก็เช่นเดียวกัน ผู้แต่งได้จับเอาประเด็นการใช้โทรศัพท์อย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น บวกกับประเด็นการรังแกของเด็กนักเรียนประถมและมัธยม ซึ่งประเด็นหลังนั้นดูจะเป็นปัญหาที่สังคมญี่ปุ่นแก้ไม่หายเสียทีนั่นเอง

          ในปัจจุบันนี้สิ่งที่จะขาดไม่ได้มากที่สุดในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ คือโทรศัพท์มือถือ สมัยก่อนมือถือมีราคาแพง และทำได้แค่โทรออกและโทรเข้าเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้วิวัฒนาการของมือถือพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งราคาก็ลดลงแม้เป็นมือถือที่มีฟังก์ชันการใช้งานได้หลายอย่างก็ตาม เพราะเหตุนี้ผู้คนส่วนใหญ่จึงหันมาใช้มือถือเพิ่มมากขึ้น โดยที่ไม่สนใจว่าจะเกิดผลกระทบอะไรกับชีวิตขึ้นบ้าง และเราจะทำอย่างไรหากโทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นแค่มือถือธรรมดาๆอีกต่อไป

          ผู้แต่งเชื่อมโยงเรื่องราว ระหว่างมือถือและการกลั่นแกล้งอันเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตและการฆาตกรรม ซึ่งก็เขียนได้อย่างราบรื่น เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจาก มิสึโมริ อัตซึโอะ พนักงานบริษัทยาแห่งหนึ่ง หลังจากย้ายมาอยู่บ้านใหม่ที่ใกล้โรงเรียนม.ปลายของลูกสาวได้ไม่นาน เขามีอาการตาเหลือกเมื่อเดินผ่านสี่แยกแถวๆบ้าน ต่อมาอาการนี้เป็นหนักมากขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะหาย สิ่งที่ทำให้อัตซึโอะเป็นเช่นนั้นคือ โทรศัพท์มือถือ!?  

การเปิดตัวของครอบครัวมิสึโมริ ผู้แต่งให้อัตซึโอะ เป็นคุณพ่อพนักงานบริษัทที่หัวโบราณ ชอบดูถูกคน และเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกลึกๆของผู้ใหญ่ในสังคมที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันนั่นเอง ทั้งสองมีลูกสาวหนึ่งคน ชิฮารุ เด็กสาวนักกีฬา มีเพื่อนสนิท 2 คนคือ ยูกะ และ ฮะสึกิ เป็นลูกสาวของนักแสดงสาวผู้มีชื่อเสียง เรโกะ หล่อนได้หย่ากับสามีและยังเป็นนักแสดงที่เล่นบทบาทถึงเนื้อถึงตัวได้แม้จะมีลูกแล้วก็ตาม ทำให้อัตซึโกะไม่ชอบทั้งแม่และลูกซึ่งเป็นเพื่อนของลูกสาวอีกด้วย ลักษณะนิสัยดูถูกคนอื่นของเขา อาจส่งต่อมายังชิฮารุลูกสาว ทำให้ตอนเรียนชั้นประถม ชิฮารุ และเพื่อนสนิทได้กลั่นแกล้งเพื่อนนักเรียนคนหนึ่ง ที่ต่อมาเพื่อนคนนั้นได้ฆ่าตัวตาย และนำมาซึ่งคดีฆาตกรรมต่อเนื่องปริศนาอันมีโทรศัพท์มือถือเป็นสื่อกลางนั่นเอง

ทาคาซาวา คิมิโอะ หนึ่งในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิปปอน ฉบับเย็น เป็นคนแรกที่รู้สึกถึงภัยจากมือถือที่ไม่ธรรมดา เขานำประเด็นที่ว่ามือถือนั้นสามารถกลืนกินสมองของผู้ใช้ และทำให้เกิดการฆาตกรรมอันน่าเศร้าได้ แต่ทุกคนในที่ประชุมก็ไม่สนใจเขาและประเด็นที่เขาว่าเลยซักคน นอกจากคนๆหนึ่งในกองบรรณาธิการเท่านั้น และคนๆนั้นก็คือฆาตกรที่ทำตามความต้องการของมือถือ!?

ความระทึกคือการที่เราต้องลุ้นว่า ใครกันแน่ที่เป็นฆาตกร และแท้จริงแล้วโทรศัพท์มือถือกลืนกินสมองของผู้ใช้มันได้หรือไม่ ซึ่งผู้เขียนก็ทำได้ดี ด้วยภาษาที่ลื่นไหลและการร้อยเรียงเหตุการณ์กับประเด็นต่างๆ ที่เป็นเหตุเป็นผล ทำให้ฉันลุ้นระทึกไปกับตัวละครตลอดเวลาที่อ่านเลยค่ะ

กับดักวิถี

เมษายน 26, 2008 โดย mailonoon

กับดักสัตว์ไทยประดิษฐ์ ภูมิปัญญาชาวบ้าน กับดักวิถี

พรศิริ บูรณเขตต์ : เขียน / สำนักพิมพ์มติชน / 230 บาท

          ช่วงสงกรานต์ของทุกปี ฉันจะกลับบ้านต่างจังหวัด ไปทำบุญตามประเพณี ที่นานทีปีหนฉันจะทำบุญกับชาวบ้านเขาสักที นอกจากนี้แล้วก็ไหว้บรรพบุรุษที่ตอนนี้เหลือไว้แต่ชื่อให้ลูกหลานกราบไหว้ และบุพการีที่ยังมีชีวิต ฉันทำเป็นประจำทุกปี แม้ใจจะอยากอยู่กรุงเทพ เที่ยวสาดน้ำกับเพื่อนมากกว่าก็ตาม

          เมื่อกลับมาบ้าน ร่วมประเพณีที่มีมาแต่โบร่ำโบราณแล้ว ใจมันก็สงบอย่างไม่น่าเชื่อ ครั้นทำบุญที่บ้านเกิดเสร็จแล้ว ก็ต้องไปทำบุญที่บ้านของคุณยายด้วย เป็นประจำทุกปี

          บ้านของคุณยายนั้น อยู่ ณ ท้องทุ่งนาค่ะ เรียกได้ว่าเป็นชาวชนบท ปลูกข้าวตัวดำ แต่ตอนนี้อะไรๆ มันก็ทันสมัยแล้วละคะ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆก็เข้ามาแทนที่วิธีธรรมชาติ

         ในวันที่ฉันเดินทางไปบ้านยาย อ่านหนังสือ กับดักสัตว์ไทยประดิษฐ์ ภูมิปัญญาชาวบ้าน กับดักวิถี เล่มนี้ก็ให้คิดถึงคืนวันเก่าๆ เล่มที่ว่านี้กล่าวถึงเครื่องมือในการดักจับสัตว์ เพื่อเอามาทำเป็นอาหารในสมัยก่อน อุปกรณ์เหล่านั้น คิดและประดิษฐ์ออกมาด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมรวบอยู่ใน พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี ในจังหวัดพิษณุโลก กับดักทุกชิ้นรวมรวมและสะสมมากว่า 20 ปี โดย จ่าสิบเอก ทวี บูรณเขตต์ และเขียนขึ้นโดยลูกสาวของเจ้าของพิพิธภัณฑ์ พรศิริ บูรณเขตต์                   “เครื่องมือดักสัตว์ในวิถีชาวบ้าน สะท้อนความรู้สึกของผู้คนกับการพึ่งพาธรรมชาติอย่างพออยู่พอกิน”

           เครื่องมือแต่ละอย่าง บางอย่างเรียบง่าย เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  บางอย่างลึกซึ้ง เปี่ยมไปด้วยพลังเทคโนโลยีในตัวของมันเอง กลวิธีก็มีหลากหลาย ทั้งใช้เหยื่อ และไม่ใช้เหยื่อ กับดักใช้เวลากลางวัน บางอย่างก็ใช้ได้แต่เฉพาะกลางคืน ทั้งหมดนี้คือภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่นับวันจะถูกลืมเลือน เพราะผู้คนหวังพึ่งแต่เทคโนโลยี 

           ช่วงปิดเทอมตอนยังเด็ก ฉันอยู่บ้านยาย ทุกเช้าตรู่น้าจะปลุก และพาฉันออกไปตามเก็บปลาจากอุปกรณ์จับปลาที่เขาขึงเอาไว้เมื่อคืน ได้ปลามาเป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งน้ำในคลองก็มีมากจนล้นตลิ่ง ชีวิตในตอนนั้นฉันช่างแข็งแรง และมีความสุขยิ่งนัก

*วนิดา

booK conner 2

มกราคม 10, 2008 โดย mailonoon

คุนิมิตซึ คนจริงจอมกะล่อน

kuni-2.jpg

ยูมะ อันโด้ : เรื่อง / มาซากิ อาซากิ : ภาพ

สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ / 35 บาท (27 เล่มจบ)

              คุนิมิตซึ คนจริงจอมกะล่อน ว่าด้วยเรื่องของ มุโต้ คุนิมิตซึ เด็กหนุ่มวัย 18 ที่ออกจากบ้านมาพร้อมปนิธานอันแน่วแน่ เขาจะเปลี่ยนแปลงประเทศญี่ปุ่น!?!? ก้าวแรกของการปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่นนั้น คือการมารับใช้และฝึกฝนวิถีการเมืองกับอดีตคณะกรรมการสภาจังหวัด ซากากามิ เรียวมะ และคุนิมิตซึก็เริ่มต้นสร้างความขาวสะอาดของญี่ปุ่นตามสไตล์ของเขา…การเมืองไม่ว่าจะในประเทศใดๆ ก็มีทั้งขาวสะอาดและเน่าเหม็นทั้งนั้น หากต้องการนักการเมืองที่ขาวสะอาด ลองให้มุโต้ คุนิมิตซึ คนนี้ซักฟอกจิตใจก่อนดีกว่ากับผลงานของ ยูมะ อันโด้ และ มาซากิ อาซากิ ที่เคยฝากฝีมือกับ ไซโคเมทเรอร์ เอย์จิ การ์ตูนแนวสืบสวนสอบสวนที่มีพลังการไซโคเมทรี่ของตัวเอก คอยทำให้คดีลุล่วงไปได้ และ คุนิมิตซึ จากเรื่อง คุนิมิตซึ คนจริงจอมกะล่อน ก็เป็นตัวละครที่อยู่ใน ไซโคเมทเรอร์ เอย์จิ ด้วยเช่นกันค่ะ  

Yugo ยูโก บุรุษเหล็ก

yugo-2.jpg

  

ชินจิ มาคาริ : เรื่อง / ชู อากานะ : ภาพ

สยามอินเตอร์คอมิกส์ / 35 บาท (24 ล่มยังไม่จบ)         

         มีใครรู้จักอาชีพ นักเจรจา บ้างไหม หากไม่รู้ว่านักเจรจาคืออาชีพแบบไหน ลองมาทำความรู้จักกับ เป๊ปปุ ยูโกะ จาก Yugo ยูโก บุรุษเหล็ก กันก่อน          เจรจากับผู้ก่อการร้าย, เจรจาทางการเมือง, เสี่ยงชีวิตกลางสนามรบ กระทั่งเจรจากับวิญญาณอาฆาต ทั้งหมดนี้ เป๊ปปุ ยูโกะ ได้เจอมาแล้วทั้งนั้น เขาเป็นนักเจรจาที่ได้ชื่อว่าเป็นมืออาชีพของมืออาชีพ ไม่ว่างานเจรจานั้นจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน เมื่อเขารับทำงานแล้วรับรองได้ว่าไม่มีคำว่าพลาด ทั้งนี้นอกเหนือจากความสามารถของยูโกะแล้ว ยังมีผู้ช่วยมือดีไม่ว่าจะเป็น คิตามูระ หรือ โคงุเระ และคนอื่นๆอีกมากมาย          หากอยากเป็นนักเจรจา ลองปรึกษา เป๊ปปุ ยูโกะ บุรุษเหล็กดูนะคะ     

Mailbox

mailbox2.jpg

โตมร ศุขปรีชา : เขียน

โอเพ่นบุ๊ก / 125 บาท

           โตมร ศุขปรีชา นอกจากจะเป็นบรรณาธิการหนุ่มไฟแรงจากนิตยสาร GM ยังเป็นนักเขียน นักแปลอีกด้วย งานของเขาสะท้อนมุมมองทางสังคมได้อย่างคมคาย ตรงไปตรงมา และความคมคาย เข้าใจง่ายของเขา ก็ยังคงมีอยู่ใน Mailbox  ผลงานชิ้นนี้เช่นกัน จากคอลัมน์ Mailbox ที่เขียนลงในนิตยสาร Open และแบบออนไลน์ มาสู่หนังสือเล่มที่ให้เราหยิบมาอ่านทบทวนความคมคายนั้นๆ ได้อีกเมื่อไหร่ก็ได้           เคยคิดเล่นๆไหมคะ ว่าถ้าหากเราสามารถบอกความในใจอะไรหลายอย่างกับใครคนหนึ่งได้ ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย Mailbox คือพื้นที่ส่วนตัว ที่โตมรสามารถตั้งคำถามในสิ่งที่เขาสนใจ และส่งความคิดเห็นในมุมมองของเขานั้น ให้แก่บุคคลทุกชนชั้น อาทิ คนขับรถตู้, มาร์คัส โรเบิร์ตส์-นักดนตรีอัจฉริยะ หรือแม้กระทั่ง อีที มนุษย์ต่างดาวเพื่อนรัก             ครั้งหนึ่ง แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ เคยเขียนจดหมายหาวินสตัน เชอร์ชิล บอกว่า It is fun be in the same decade with you – สนุกดีที่ได้มีชีวิตอยู่ร่วมทศวรรษกับคุณ บางส่วนจากคำนำของหนังสือเล่มเล็กเล่มนี้ Mailbox ของโตมรก็เช่นกัน มันทำให้เราได้มีชีวิตอยู่ร่วมทศวรรษกับเขา และกับคนที่เขาเขียนจดหมายถึงด้วย           การเขียนจดหมาย เป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง หากเราไม่สามารถพูดในสิ่งที่เราคิดในขณะนั้นได้ เช่นเดียวกับที่โตมรเขียนสื่อความคิดไปยังบุคคลเหล่านั้น ครั้งหนึ่งตอนฉันยังเด็ก ฉันไม่เข้าใจในความเป็นพ่อของตัวเอง ไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น ซึ่งมันไม่มีความสุข แน่นอนความไม่กล้าพูดมีอยู่ในตัวฉัน และฉันคิดที่จะเขียนจดหมายถึงพ่อ ครั้งนี้ตอนฉันเป็นผู้ใหญ่ เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบกายผ่านทางอายุและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ฉันเชื่อตัวเอง ว่าตอนนี้ฉันพอจะรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของเขาได้แล้ว ย้อนกลับไปหากในตอนเด็กฉันเขียนจดหมายและเอามาให้พ่ออ่านจริงๆ มันจะมีอะไรเกิดขึ้น แล้วถ้าฉันเขียนมันตอนนี้ละ ผลที่เกิดจะเป็นอย่างไร          เช่นเดียวกับโตมร จดหมายของเขาไม่ได้ถูกส่งไปยังบุคคลเหล่านั้น ทำให้ไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร หากแต่เป็นการบันทึกความรู้สึก ความนึกคิดที่มีต่อคน ตัวละคร ฯลฯ เอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อที่สักวันหนึ่งมีคนมาอ่านเจอ แล้วเขาจะได้รู้สึกว่า…

           สนุกดีที่ได้มีชีวิตอยู่ร่วมทศวรรษกับคุณ

THE GREAT YOKAI WAR (2005)

พฤศจิกายน 20, 2007 โดย mailonoon

THE GREAT YOKAI WAR 2005)

The Great Yokai War         

       เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจาก ชิเงรุ มิซึกิ ผู้ให้กำเนิด อสูรน้อยคีทาโร่ เป็นผลงานการกำกับเพื่อให้เด็กๆดูของ ทาคาชิ มิอิเกะ เจ้าพ่อหนังคัลท์ญี่ปุ่น หนังรีเมคจาก Yokai Monsters : Spook Warfare (1968) โดยได้ผสมเนื้อหาในนิยายของ ฮิโรชิ อารามาตะ เข้าไปด้วย เล่าเรื่องของ ทาดาชิ (ริวโนสุเกะ คามิกิ) เด็กชายที่พ่อแม่เลิกกัน เขากลับมาอยู่กับแม่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ส่วนพี่สาวอยู่กับพ่อที่โตเกียว เมื่อเขากลับไปอยู่ที่หมู่บ้านนั้นได้ไม่นาน ที่นั่นก็มีเทศกาลประจำปี คัดเลือก ผู้ขี่คิริน ตามตำนานของหมู่บ้านที่ว่า ผู้ขี่คิรินได้ปราบ มหาปีศาจ และได้ฝากดาบเอาไว้ให้มหาปีศาจดูแล ทุกๆปีผู้ขี่คิรินก็จะไปที่ภูเขาและเอาดาบกลับมา คาโตะ ยาสุโนริ (เอซึชิ โทโยกาว่า) ผู้ที่เคยเป็นมนุษย์มาก่อนแต่มีความแค้นต่อสิ่งที่มนุษย์กระทำไว้ คาโตะมอบชีวิตใหม่ให้กับสิ่งของที่โดนทิ้ง โดยให้ไปรวมร่างกับโยไก จนออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับมนุษย์และโยไกด้วยกันเองจนเกิดเป็นสงครามโยไกที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเหล่า โยไก (โยไกเป็นชื่อเรียกกลุ่มปีศาจชนิดหนึ่งในเหล่าปีศาจที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า โอบาเกะ) โชโจ (มาซาโอมิ คนโด) ผู้ถือสารคิริน, กัปปะ (ซาดาโอะ อาเบะ) และเจ้าหญิงแห่งแม่น้ำ คาวาฮิเมะ (มาอิ ทากาฮาชิ) ต่างก็ออกไปต่อสู้กับคาโคะ พร้อมด้วยทาดาชิ สาเหตุในการออกร่วมต่อสู้ในอภิมหาสงครามโยไกของทาดาชินั้น ประการแรกเพราะเขาต้องการช่วยคุณตา โดยไม่รู้ว่านั่นคือการทดสอบคุณสมบัติผู้ขี่คิริน ประการต่อมาหลังจากที่ ทาดาชิได้พบเห็นโยไก ชื่อ ซูเนะโกซูริ เขาก็รู้สึกผูกพันและมันก็โดนสมุนของคาโตะจับตัวไป ทาดาชิได้ร่วมต่อสู้อย่างกล้าหาญ และเชื่อมั่นในเหล่าโยไก แต่เมื่อสงครามผ่านพ้น โดยเขาและโยไกเป็นฝ่ายชนะ กาลเวลาผ่านพ้นไปแล้ว บัดนี้ทาดาชิไม่ได้มีหัวใจบริสุทธิ์อย่างเด็กๆอีกแล้ว เพราะเขาไม่สามารถมองเห็นซูเนะโกซูริ และโยไกตนอื่นๆ ได้อีก… วนิดา

BUTTERFLY (2004)

พฤศจิกายน 20, 2007 โดย mailonoon

BUTTERFLY (2004)

BUTTERFLYBUTTERFLYBUTTERFLY

คำถาม…หากวันหนึ่ง คุณอยากทำสิ่งที่คุณต้องการ และความต้องการนั้นมีผลกับหลายๆคน และหลายๆด้าน คุณจะเลือกสิ่งใด ระหว่างความต้องการของตัวเอง กับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และทุกคนมีความสุข หากยังหาคำตอบไม่ได้ Butterfly งานของผู้กำกับ Yan Yan Mak อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งให้คุณได้ดู และลองค้นหาคำตอบในใจButterfly หนังรัก (เพศเดียวกัน) เรื่องนี้สร้างมาจากนิยายขายดีของนักเขียนชาวใต้หวัน Chen Hsueh เรื่อง The Mark of the Butterfly ที่ทำให้รู้สึกว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเราต้องการจริงๆ ตัวหนังนั้นตัดสลับไปมา เปรียบเทียบระหว่างความรัก, ชีวิต และอื่นๆ ในวัยเด็กของ ฟลาเวีย (Yat Ning Chan)  และ จิน (Jomon Chiang) กับความรัก, ชีวิต และอื่นๆ ในวัยปัจจุบัน เมื่อ ฟลาเวีย (โจซี่ โฮ) อายุ 30 ที่ตอนนี้เป็นคุณครูในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ความเหมือนในวันและเวลาที่ต่างกัน เกิดขึ้นในวันหนึ่งเมื่อเธอไปซื้อของ และพบเจอกับหญิงสาวคนหนึ่ง ยิป (Tian Yuan) เมื่อดูไปเรื่อยๆ จะพบว่าความรักและสิ่งที่เข้ามามีผลกระทบกับเธอในตอนนี้ ช่างเหมือนความรักในวัยเด็กที่เธอมีกับจินเสียเหลือเกิน และมันดึงเอาความรู้สึกที่หายไปของเธอกลับคืนมา กอปรกับมีปัญหาหลายๆด้าน เข้ามารุมเร้า ไหนจะเด็กนักเรียนในชั้นเรียนของเธอ ไหนจะเป็นครอบครัวพ่อแม่ที่ถึงทางแยก เมื่อสับสน หญิงสาวคนนั้นกลับช่วยให้เธอสบายใจได้อย่างประหลาด ความรู้สึกลึกๆ ที่เธอต้องการก็ได้รับการตัดสินใจแล้ว และเธอกล่าวคำที่สามี หมิง (อีริค ก็อต) ไม่อยากได้ยินมากที่สุด… แม้จะรู้ว่าคำตอบของเธอในคำถามข้างต้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกครรลองครองธรรม และทำให้คนที่รักเธอเสียใจและไม่มีความสุข แต่สุดท้ายเธอก็เลือกความต้องการของตัวเองอยู่ดี… วนิดา

Book Conner (unused)

ตุลาคม 7, 2007 โดย mailonoon

เนื่องจากเขียนแนะนำหนังสือเอาไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังมีหนังสือที่ไม่ได้เอาลงในต้นฉบับด้วย จึงขอลงในพื้นที่ส่วนตัวของเรา(อีกแห่งนึง) นี้แล้วกัน

เรื่องนี้เราอ่านกี่ครั้งก็ยังตื่นตาเสมอ เนื่องจากเกี่ยวกับจิตวิทยาที่เราสนใจอยู่แล้ว ประกอบกับเพิ่งได้ดูภาพยนตร์เรื่อง บอดี้ ศพ # 19 มา จึงแนะนำเพื่อนๆใน WordPress เผื่อใครยังไม่เคยอ่าน ลองอ่านเล่มนี้ดูค่ะ

 คุณหมอยอดนักสืบ (Pyscho Doctor Kyosuke Kai) Tadashi Agi : เรื่อง / Shu Okimoto : ภาพ / สำนักพิมพ์บงกชคอมิค / ราคา 45 บาท               

bk000948_vol_03.jpg

ไค เคียวสุเกะ นักจิตวิทยาให้คำปรึกษาสุดเก่ง ที่มาพร้อมกับคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากผู้มีปัญหาทางจิต สำหรับใครที่ชื่นชอบการ์ตูนแนวสืบสวนสอบสวนรับรองว่าอ่านเล่มนี้แล้วไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะพบกับแฟ้มคดีต่างๆ ที่คนไข้มาขอคำปรึกษาปัญหาทางจิตกับคุณหมอ นอกจากร่วมลุ้นระทึกไปกับการไขคดีแล้ว เรายังได้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของโรคที่เรียกกันว่าโรคจิตอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในเรื่องของปรากฏการณ์ดอปเพลแกงเกอร์, โรคไม่อยากนอนหลับ, การเป็นคนมีบุคลิกภาพซ้อน, ความเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ เป็นต้น

                ขออนุญาตให้นักจิตวิทยาคนนี้ได้สอดส่องภายใจจิตใจของคุณ

เรื่องนี้สำนักพิมพ์บงกชเคยเอามาพิมพ์แล้วครั้งนึง สำหรับเล่มนี้จึงเปรียบเหมือนเป็นภาค 2 ของการ์ตูนค่ะ เพราะการ์ตูนได้เปลี่ยนคนวาดไป แต่สำหรับคนแต่งเรื่องยังเป็นคนเดิมค่ะ

หากเพื่อนๆมีเล่มไหนแนะนำก็บอกกันได้ค่ะ

เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ_จริงหรือ

กันยายน 28, 2007 โดย mailonoon

เมื่อวันเสาร์ได้ไปกับเพื่อนตอนม.ปลาย

เราก็ลากเพื่อนเข้าร้านหนังสือ (อยู่ได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อ) เพื่อนก็ งง เอ๊ะอีนี่อยู่ดีๆลากกูเข้ามาทำไม 555

ระหว่างที่เพื่อนกำลังงง เราก็มองหาหนังสือที่เราเขียนไว้สมัยยังทำงานอยู่กัย SPC Book เราหาหนังสือเจอแล้ว ส่งให้เพื่อน

เพื่อนงงอีก ส่งมาทำไม เราก็บอก เออน่า ดูไปเหอะ

สักพัก เพื่อนมาตบบ่า บอกว่ากูรู้แล้วมึงให้กูดูทำไม

ที่เราให้เพื่อนดูเป็นหนังสือเล่มที่สองที่เขียนกับ SPC

อินเทอร์เน็ตเบื้องต้น

net-basic-create

เพื่อนสอบถามเราเกี่ยวกับหนังสือ และการทำงานนักเขียน

เราก็อธิบายๆ ตอบในคำถามที่เพื่อนเขียน

ระหว่างตอบก็เปิดๆดูในเล่ม ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม เพราะว่า เราเขียนไว้นานแล้ว ตะกะปีที่แล้ว (ช่วงเดือนสิงหาปีที่แล้ว)

โอเค เนื้อหาเหมือนเดิม เราเป็นคนเขียน เราเป็นคนหาข้อมูล

ตั้งใจทำนะ แต่ก็มีแอบวอกแว่ก เล่นซะจนงานช้า แหะๆๆ

***************************

เพื่อนบอกเราว่า ภูมิใจในตัวเรา

เพื่อนบอกเราว่า นุ่นมึงอยากเป็นนักเขียนมาแต่เด็ก ตอนนี้ก็ได้เป็นสมใจแล้ว มุ่งมั่นมากนะ

เราบอกเพื่อนว่า เราอยากเดินทาง ท่องเที่ยว ไปพร้อมๆกับการเขียนหนังสือ เขียนสิ่งที่เราได้พอเห็น ได้ประสบพบ

เพื่อนบอกเราว่า นุ่นมึงได้ทำแน่ สิ่งที่มึงบอกว่ามึงอยากทำ กูเห็นมึงก็ได้ทำทุกที

สาธุ๊ เพื่อนดังๆเลย ขอให้เป็นแบบนั้น

เพราะเรายังมีสิ่งที่อยากทำ อยากไป อยากประสบ อีกพอสมควร

*************

คำถาม : เคยน้อยใจตัวเอง หรือเคยนึกท้อบ้างไหม

คำตอบ : เคยซิ บ่อยเสียด้วย

น้อยใจตัวเองเรื่องความรัก

ท้อเรื่องงาน

ความรัก ผ่านมาก็ผ่านไป ทั้งๆที่เราไม่ได้อยากให้ผ่านมาแล้วผ่านไปเสียหน่อย เราอยากให้มีใครสักคนรักเรา อย่างไม่มีเหตุผล

ปกติเราเป็นคนชอบคนยาก และจะนิสัยเสียมากๆ หากคนๆนั้นเป็นคนที่เราไม่ได้ชอบ หรือคนๆนั้นทำให้เรารู้สึกไม่ดี

เช่น เซ้าซี้ บอกในสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำ หรือสิ่งที่ถ้าเราต้องการทำเราก้อจะทำเอง (ประมาณว่า นุ่นคุยกับคนอื่นบ้างซิ ออกไปเที่ยวบ้างซิ คุยกันมาตั้งนานแล้วอยากเจอ หรือนุ่นมีแฟนซิ ทำไมฟ่ะ คุยกับคนอื่นก็คุยอยู่ทุกวันอยู่แล้ว อยากเงียบบ้างไม่ได้หรือไง ออกไปเที่ยวอยากนอนอยู่ห้องเฟ้ย ถ้าอยากไปเด๋วก้อออกไปเที่ยวเอง แฟน?ทำไมยังรักแฟนเก่าอยู่ผิดตรงไหน จะพูดย้ำๆทำไม)

คือไม่ใช่คนเดียวพูดไง ก้อมีคนพูดแบบนี้กับเราหลายครั้งและหลายคน เพื่อนฝูงก็พูด

จริงๆแล้วเป็นคนดื้อไง มาพูดๆ แล้วก็จะไม่ทำ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าถ้าเราอยากทำเราก็จะทำเอง ไม่ต้องมาบอก

เรารู้นะว่าพวกเขาหวังดี ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงที่ทุกๆคนมีให้เรา

แต่เราเป็นเรา เรารู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่

สิ่งไหนที่จะเกิดขึ้นกับเรา เราขอตัดสินเอง เราขอทำเอง

สมมติมีคนบอกให้เราทำสิ่งๆหนึ่ง เราทำแล้วเกิดพลาด เราจะไปโทษคนที่บอกให้ทำได้ไหม มันก็ไม่ได้ เราโทษใครไม่ได้ เราโยนความผิดให้กับใครไม่ได้

ถ้ามันพลาด ทุกๆคนที่รู้จักเรา จะรู้ไหมว่าเราทำตามคนอื่น เขาก็ไม่รู้หรอก เขาก็ต้องมองมาที่เราแล้วบอกว่า ยี้ทำพลาด ฮิ๊วๆ คนทำพลาด แก้ไขไม่ได้แล้ว อ่ะๆแก้ตัวหรือ ฟังไม่ขึ้น อะไรแบบนี้เป็นต้น

ถ้ามีคนพูดลักษณะนั้นกับเรา เราอยากจะฟังเขาแล้วเรารู้สึกใจในเราเองว่า โอเค กูผิด กูพลาดเอง กูทำตัวเอง กูเจ็บเอง กูช้ำเอง ฯลฯ เป็นต้น

สิ่งที่เราคิดมันเรียกว่า ดื้อ , ดันทุรัง, ย่ำอยู่กับที่ หรือแล้วแต่ใครจะเรียกหรือป่าว

เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เรามีความคิดที่เป็นแบบนั้น มาตั้งแต่จำความได้แล้ว

จริงๆแล้วความคิดแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร

ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ฟังคำคนอื่นหรอกนะ เราฟัง ไม่ต้องน้อยใจนะว่าพูด บอก หรือสอนเราแล้วเราไม่ฟัง ไม่สนใจ ขอให้รู้ไว้ ว่าทุกๆคำที่พูด ที่บอก ที่สอนเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร เรารู้ เราคิดตาม เราเก็บไว้ในความคิดเราตลอด

แต่ เราจะเลือกมาใช้หรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่กับเรา

เราไม่ได้หัวอ่อน เราไม่ได้หัวแข็ง แต่เราเป็นเรา เราเชื่อในตัวเรา หากพลาดมันจะต้องพลาดเพราะตัวเราเป็นคนตัดสินใจเอง

สังเกตตัวเองหลายครั้งเรื่องนิสัยหรือความคิด

เราชัดเจนในทุกๆความรู้สึก

รัก โลภ โกรธ หลง ชอบ เกลียด อยากทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่อยากสิ่งหนึ่งสิ่งใด

หากเราผิดเราขอโทษ หากเราไม่ผิดให้ตายยังไง เราก็ไม่สำนึก

ทุกๆความรู้สึก มันออกมาจากความคิดที่เราคิดแล้ว ว่าไม่ขัดกับความเป็นเรา

ทำไมเราต้องมาบอก เพราะหลายครั้งแล้ว เพราะแบบนี้ เรารู้ว่าเราทำร้ายความรู้สึกของคนอื่น

ขอโทษนะ ที่บางครั้งทำให้หลายๆคนเสียใจ ร้องไห้ แม้กระทั่งแม่ของเรา

มีอยู่วันหนึ่ง เรากลับมาทำงานตอนเช้าหลังจากที่กลับไปบ้าน

แม่โทรหาเราตามกำหนดเวลาที่กะไว้ ว่าเราจะต้องถึงออฟฟิศ

แบตโทรศัพท์เราหมด แล้วโชคไม่ดี รถติดทั่วทุกมุมกรุงเทพ เราไปถึงออฟฟิศ 11 โมง

เราเปิดโทรศัพท์ เห้นเบอร์ที่บ้านโทรมา ก็โทรกลับไป แม่บอกทำไมกูโทรหามึงไม่ติด แล้วมิเกลโทรหายัง แม่โทรไปหามันว่าทำไมมึงยังไม่โทรมาหาซักที

เรารู้นะว่าแม่ห่วงเราโคตรๆ แต่นะ ทำไมฟ่ะ โทรไปโวยวายกับเพื่อนทำไม เพื่อนมันไม่ได้มาอยู่กับเราตลอด 24 ซักหน่อย

เราพูดไม่ดีกับแม่ เรารู้ หลังจากเราโทรหาเพื่อนเราเส็ด เราก้อโทรไปหาแม่อีกรอบ บอกว่า ตะกี้หนูพูดไม่ดีเลยโทรมาใหม่ แม่บอก เออ กูกำลังทำอารมณ์อยู่นะ เราก้อบอกไปในเหตุผลที่เรามีว่าคราวหลังไม่ต้องโทรไปหาใครอีก มันไม่มีประโยชน์หรอก เพราะอยู่คนเดียว

บอกว่าเราดูแลตัวเองนะ ไม่ต้องห่วง แม่พูดมาประโยคเดียว

“ถ้ามึงมีลูกแล้วจะรู้ว่า คำว่าห่วงมันเป็นยังไง”

โห โคตรคำคม 

เรารู้ว่าแม่ห่วง หวง เรามากๆๆ

แต่นะ ไว้ใจลูกหน่อยได้ไหม เลี้ยงลูกมาขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่ไว้ใจ

อยู่กรุงเทพมาก็ 5-6 ปี โอเค แค่ 5-6 ปีมันยังน้อย แต่เราก็รู้ว่าอะไรผิดถูก ควรไม่ควร อย่างน้อยเรารู้ในสิ่งที่แม่ไม่รู้ แม่ไม่เคยเจอ

แต่มองในมุมกลับ เราก็รู้เหมือนกันว่าแม่เห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น แม่เจอในสิ่งที่เราไม่เคยเจอด้วยเช่นกัน

แต่จะทำไงให้แม่รู้สึก ครึ่งๆ กับเราบ้าง รู้ว่าเราเด็กเสมอในสายตาพ่อแม่ แต่นะ ครึ่งๆ รู้จักป่ะ

แล้วไอ้เรื่องฝากฝังเรากับคนนู้นคนนี้ แม่ไม่ต้องฝากฝังหนูหรอก คนอื่นเขาลำบากใจกันทั้งนั้น เรารู้ว่าผิดถูกคืออะไรนะ เราไม่ทำตัวเหี้ยให้พ่อแม่ต้องผิดหวังหรอก ถ้าเราจะเหี้ยคงเป็นไปนานแล้ว แหมก่อนน้องชายเราเกิด ทำยังกับครอบครัวอบอุ่นนัก เหี้ยตอนนั้นละเหมาะนัก อ้างไปซิว่า ครอบครัวไม่อบอุ่น ทำไมเราไม่ทำละ  เพราะเรายังมีสิ่งต่างๆที่อยากทำ อยากไปเยอะแยะ โลกแค่นี้ยังมีอะไรให้เราต้องเจอ ทั้งดีและไม่ดี ไม่ตายก่อน ทุกคนต้องเจอกันทั้งนั้น เราจะทำให้ตัวเองหมดอนาคต ทำไมกันละ 

หูย พล่ามซะยาว มันอึดอัดนะ ไม่รู้จะพูดกับใคร

เพราะเราก็อยากอยู่นิ่งๆ อยู่เงียบๆ อยู่เฉยๆ

ปล. เพื่อนผู้หญิงทำไมมันเข้าใจอะไรยากกันจังวะ สาดดด ไม่เจอกันนาน ทำไมไม่ถามละว่าเป้นอย่างไร ทุกข์สุข ดีไหม ถามทำไมวะ ว่ามีแฟนหรือยัง ห่าไม่มีอะไรจะถามแล้วเรอะ ไม่ใช่ว่าเรากำลังอกหักแล้วไม่อยากให้ถามนะ แต่แบบ บ้ากันหรือไง จริงๆแล้วถามเรื่องแฟนเพื่อเอาไปเทียบกับตัวเองใช่ไหมละ

ผู้หญิงก้องี้ทั้งนั้น งี่เง่า เจ้าปัญหา ทำตัวให้วุ่นวาย เรื่องแฟน เรื่องเงินเรื่องทอง จะต้องอยากรู้อยากเห็น

เราก็เป็นนะไอ้พฤติกรรมที่เราพิมพ์ไว้ข้างบน แต่เราไม่ได้แบบว่ากูจะต้องรู้เรื่องของเพื่อนๆ ทุกคน ในทุกๆเรื่อง  เราเข้าใจว่าคนเรามันก็อยากมีเรื่องที่บอกใครไม่ได้ หรือเรื่องที่อยากรู้สึกคนเดียวบ้าง ไอ้ที่เขาเรียกกันว่าพื้นที่ส่วนตัวน่ะ ไม่ใช่อะไรๆก็จะมาป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้หมด

ประสาท

จบการพล่ามครั้งที่ 1

Hello world!

กันยายน 28, 2007 โดย mailonoon

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!